วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความสำนักงานกองทุนสนับสุนนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยนำข้อมูลศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล มาเผยแพร่ไว้ว่า  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการรายงานที่เพิ่มมากขึ้นของ “Text Neck syndrome” เป็นกลุ่มอาการปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่และอาจรวมไปถึงการเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และ E-readers เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

แต่ในทางกลับกันการใช้งานมากเกินไป การก้มศีรษะไปข้างหน้าบ่อยครั้ง ขณะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เกิดความเครียดที่ข้อต่อและโครงสร้างรอบ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน Text Neck syndrome นั้น พบได้มากในวัยรุ่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งนี้ผู้ที่ใช้งานในลักษณะนี้มักเริ่มมีความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอในช่วงวัยที่ลดลงเรื่อย ๆ และกำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากได้ในทุกช่วงวัยที่การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งจำเป็นและแพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นอันตรายต่อผู้คนจำนวนหลายล้านคนเลยทีเดียว ยุคปัจจุบันการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมากกว่าในอดีตโดยรวมหลายชั่วโมงต่อวันและหลายวันต่อปี มีการประมาณกันว่า 75% ของประชากรโลกเกิดภาวะนี้เพราะการก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือในแต่ละวัน

ปัจจัยหลักที่ทำให้อาการรุนแรงขึ้น คือ การก้มศีรษะเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในท่างอตามไปด้วย เช่น เมื่อใช้โทรศัพท์มือถือ อ่านหนังสือแท็บเล็ต หรือเมื่อยื่นศีรษะไปด้านหน้าขณะมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดการยื่นของศีรษะไปด้านหน้า (Forward head posture/Turtle neck posture) สูงขึ้น ส่งผลให้สูญเสียความโค้งในลักษณะตัว “C” (Lordosis) ตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนคอระดับล่างร่วมกับการโค้งมากขึ้นของกระดูกสันหลังส่วนอก (Hyperkyphosis) อาจทำให้เกิดภาวะของกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น Upper crossed syndrome ท่าเหล่านี้ส่งผลต่อเส้นใยกล้ามเนื้อรอบข้อต่อคอสั้นลงเกิดความเครียดภายในกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอและการยืดเนื้อกล้ามเนื้อรอบข้อต่อที่มากเกินไป (Overstretching) เนื่องจากท่าทางที่ไม่เหมาะสมรวมถึงการจัดตำแหน่งร่างกายที่ไม่ถูกต้องส่งผลต่อรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เกิดอาการปวดคอเรื้อรัง ปวดหลังส่วนบน ปวดไหล่ ปวดศีรษะ ไมเกรน นอนไม่หลับ รู้สึกเสียวซ่า ชาในมือ และกล้ามเนื้อไหล่อ่อนแรง ข้ออักเสบเรื้อรัง เส้นประสาทอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้การนอนในท่าที่ไม่เหมาะสมกับความโค้งของแนวกระดูกสันหลังส่วนคอและหลัง เช่น นอนตะแคงเป็นรูปตัวซี (C) ก็ส่งผลให้เกิดการยื่นของศีรษะไปด้านหน้าได้เช่นกัน ทั้งนี้ยังอาจเกิดปัญหาความไม่สบายตาและปัญหาการมองเห็นเมื่อจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ระดับความรู้สึกไม่สบายจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานได้อีกด้วย

นอกจากอาการดังที่กล่าวไปแล้วมีรายงานเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบย่อยอาหาร และระบบประสาทที่ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งในวัยเด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวหากยังคงมีการใช้งานในลักษณะที่ต้องก้มคออยู่ตลอดแน่นอนว่าต้องมีผลกระทบในระยะสั้นบ้างไม่มากก็น้อยแต่มักสังเกตเห็นไม่ชัดเท่าในวัยผู้ใหญ่ ถึงอย่างไรย่อมมีผลต่อคุณภาพชีวิตในอนาคตอย่างแน่นอน

การป้องกันที่สำคัญที่สุดในการทำให้ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายในอนาคต ต้องตระหนักว่ายิ่งป้องกันได้ในวัยที่น้อยเท่าไรยิ่งทำให้ห่างไกลจาก Text neck syndrome ง่ายขึ้นเท่านั้น

  1. หลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในท่าก้มคอหรือคอยื่นไปด้านหน้ามากเกินไป
  2. หลีกเลี่ยงท่าทางที่อยู่นิ่งเป็นระยะเวลานาน ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
  3. การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน จัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานอยู่ในแนวที่เหมาะสมเพื่อลดแรงกดที่ศีรษะ คอ และแขน เช่น การตั้งคอมพิวเตอร์พกพาให้หน้าจออยู่ในแนวระดับสายตา ไม่ก้มคอจนเกินไป หรือการใช้ที่ตั้งแท็บเล็ตช่วยลดการก้มคอและการถือค้างนานจนมีอาการปวดบ่าและแขน เป็นต้น
  4. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ กัน เช่น การพิมพ์หรือการปัดนิ้วในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  5. หลีกเลี่ยงการถืออุปกรณ์ขนาดใหญ่หรือหนักด้วยมือเดียว
  6. ควบคุมปริมาณแสงและแสงสะท้อนบนหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ การหยุดพักเป็นระยะยังช่วยให้ดวงตาไม่เกิดการล้าจนเกินไป