เมื่อวันที่ 4 ก.พ. เวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ลงพื้นที่ตลาดแสงทิพย์ ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา เพื่อช่วยนายพงศกร ขวัญเมือง ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขตเลือกตั้งที่ 7 (คลองเตย-วัฒนา) หมายเลข 1 รณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายในการเลือกตั้ง โดยนายอภิสิทธิ์และคณะ เดินพบปะพร้อมขอคะแนนเสียงสนับสนุนจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยภายในตลาด รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ และประชาชนที่สัญจรไปมาภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 2 และถนนสุขุมวิท 71 สถานที่มีประชาชนหลายคนขอถ่ายรูปคู่กับนายอภิสิทธิ์ พร้อมทั้งกล่าวสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และมีประชาชนบางส่วนสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้นายอภิสิทธิ์และคณะได้รับทราบด้วย

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการหาเสียงในพื้นที่ดังกล่าว ว่า เป็นการมาลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้งเก่าของตน รู้สึกดีใจที่ประชาชนยังผูกพันและคิดถึงกันอยู่ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพงศกรเดินหน้าเต็มที่ทั้งในเขตวัฒนาและคลองเตย ซึ่งตนหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากประชาชน

เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการทำโพลสำรวจคะแนนนิยมรอบล่าสุดหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรามีการเก็บข้อมูลเป็นระยะๆ อยู่แล้ว
เมื่อถามว่าในการปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 6 ก.พ. นี้ จะมีการปล่อยไม้เด็ดหรือทีเด็ดอะไรมาเรียกคะแนนในช่วงสุดท้ายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เราแค่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าทางเลือกของประชาชนคนไทยวันนี้เป็นอย่างไร แล้วก็เมื่อเหลือเวลาอีก 1-2 วัน จะตัดสินใจ ก็จะหยิบยกเรื่องที่เราคิดว่าสำคัญที่สุดมาพูดคุยกัน


ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จากเอกสารที่พรรคฯ ยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าใช้งบประมาณสูงกว่า 520,000 ล้านบาทต่อปี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเปรียบเทียบ แหล่งที่มางบประมาณสำหรับการดำเนินนโยบายของแต่ละพรรคนั้น อยากให้ช่วยดูด้วยว่าเอกสารของพรรคประชาธิปัตย์แสดงงบประมาณ 4 ปี ซึ่งทีดีอาร์ไอดูจะเข้าใจดี แต่ตนขอชี้แจงว่ากรณีนโยบายให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เราระบุงบประมาณกรณีที่จ่ายคนละ 1,000 บาท รวมกับกรณีที่จ่ายเป็นขั้นบันไดอยู่ในปัจจุบัน 600, 700 และ 800 บาท เพราะฉะนั้น งบประมาณที่ใช้จึงเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากอย่างที่เข้าใจกัน สำหรับการตั้งข้อสังเกตของทีดีอาร์ไอนั้น เรามีความสงสัย เพราะนโยบายของเราเรื่องค่าไฟ เราไม่ได้ใช้งบประมาณเลย จึงขอยืนยันว่า การจัดทำนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เราได้ดูหมดแล้วว่าแต่ละปี งบประมาณที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อดูไปถึงเรื่องของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และช่องว่างที่ยังให้สามารถกู้เงินได้กรณีงบประมาณขาดดุล เรามั่นใจว่าไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าการวิเคราะห์ดังกล่าวของทีดีอาร์ไอ จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทีดีอาร์ไอวิจารณ์ทุกพรรค เพราะทุกพรรคมีตัวเลขที่ไม่ต่างกันมากนัก อย่างกรณีของพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ต่างกัน แต่ที่จริง ของพรรคประชาชนจะเยอะกว่า ในส่วนของพรรคอื่นๆ มีสิ่งที่น่าสงสัย คือหลายพรรคระบุโครงการ แต่ไม่ระบุจำนวนงบประมาณ ตนจึงอยากให้ กกต. ตรวจสอบให้เข้มงวดกว่านี้
ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากประชาชนพิจารณานโยบายของแต่ละพรรคแล้ว ยังดูเรื่องแนวทางการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลของแต่ละพรรคด้วย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่ละพรรคตอบไปบ้างแล้ว และพรรคประชาธิปัตย์ตอบชัดเจนที่สุดในเรื่องหลักเกณฑ์ของการที่จะร่วมหรือไม่ร่วมทำงานกับใคร ซึ่งเราถือว่าเป็นเรื่องหลักการมากกว่า
เมื่อถามว่าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่าเขาอาจจะยอมลืมความแค้นในอดีตกับพรรคสีแดง และอาจพร้อมจับกับพรรคสีส้มได้ด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาแสดงท่าทีแบบนั้นมาตลอด แต่เขากลับมาปลุกระดมด้วยการบอกประชาชนว่าอย่าไปเลือกคนนั้นคนนี้ ตนจึงยังแปลกใจอยู่ว่าถ้าเขาร่วมกันได้ แล้วจะมาพูดอย่างนี้ทำไม เมื่อถามอีกว่าการที่พรรคการเมืองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ จะทำให้ประชาชนรู้สึกสับสนกับเรื่องการเมืองในปัจจุบันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนเห็นเองว่าแต่ละพรรคมีจุดยืนชัดเจนแค่ไหน อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาธิปัตย์มีหมุดหมายหรือไม่ว่าจะต้องเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับผลของการเลือกตั้ง ใครมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน ก็เป็นสิทธิของเขา สิ่งที่เราทำได้คือ เราได้แสดงจุดยืนและนโยบายแนวคิดของเราว่าเป็นอย่างไร ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์ ก็ทำงานร่วมกัน แต่ถ้าไม่สามารถทำงานด้วยกันได้ ก็ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ไปในสภา เป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามว่าได้มีโอกาสพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บ้างหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีโอกาสคุยกัน ต่างคนต่างน่าจะยุ่งกับการหาเสียง แต่ตนแปลกใจตรงที่มีข่าวทำนองว่านายอนุทินพูดต่อว่าตนไปด้อยค่าอะไร ซึ่งตนไม่มีไปด้อยค่าใคร ที่จริง นายอนุทินน่าจะบอกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย มากกว่า เพราะนายพิพัฒน์ไปโจมตีพรรคประชาธิปัตย์มากเลยในภาคใต้



