ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) ห้ามเผาในพื้นที่เกษตร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. ถึง 31 มี.ค. 69 หากฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิ์ความช่วยเหลือจากรัฐด้านการเกษตรต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 2 ปี

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวว่า ต้องการให้แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5มีมิติทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมเข้าไปเรื่อย ๆ เพราะว่าการห้ามเผาอาจจะใช้ได้เฉพาะในบางพื้นที่ ที่อำนาจรัฐและวัฒนธรรมจัดการได้ ตัวอย่างเช่น พบการเผา 20,000-30,000 ไร่ จากจุดความร้อน (Hotspots) เพียงจุดเดียว จะเป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นการเผาที่ไม่มีการควบคุมและสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมอย่างรุนแรง ซึ่งต่างจากการเผากองเศษวัสดุเพียงจุดเดียวที่ไม่มีการลุกลาม ขณะนี้มีแอปพลิเคชันอย่าง “ตามรอยเผา” ช่วยให้รัฐเปลี่ยนจากการไล่จับเปลวไฟ มาเป็นการตรวจร่องรอยที่ปรากฏชัดเจนบนโฉนดที่ดิน จะทำให้มาตรการตัดสิทธิเกษตรกรมีน้ำหนักและเป็นธรรมมากขึ้น แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่การสั่งห้ามจะมีผลในทางตรงข้าม อาจเกิดการลักลอบแทน ซึ่งการลักลอบเผา มักเผากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรเผาที่สุด เพราะจะควบคุมไฟได้ยากที่สุด ประกอบกับสภาพอากาศเย็นกว่าช่วงกลางวัน ทำให้เพดานฟ้ากดต่ำลงมา จึงทำให้ควันระบายขึ้นที่สูงไม่ได้ และส่วนใหญ่จะเผาช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพราะเจ้าหน้าที่หยุด

ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวต่อว่า การตรวจจับจุดเผาด้วยดาวเทียมเพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspots) ควรใช้ข้อมูลการพยากรณ์ทางอุตุนิยมวิทยามาประกอบกัน เช่น ทิศทางลม อย่างไรก็ตามแม้การใช้นโยบาย Zero Burning หรือการปลอดการเผา จะถูกใจคนเมือง แต่ขัดใจคนใช้ไฟ ทว่าควรจะเป็นเรื่องของการร่วมกันทำให้เกิดการใช้ไฟอย่างรับผิดชอบ
“คำว่าใช้ไฟอย่างรับผิดชอบ แปลว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายคนเมืองด้วยนะ หรือคนที่ไม่อยากให้เห็นการจุดไฟเลย เราช่วยเขายังไงให้เขาไม่จุดไฟ และต้องเข้าใจเรื่องทิศทางลมด้วย เพราะแต่ละเมืองโดนลมแต่ละทิศไม่พร้อมกัน จึงเป็นที่มาที่สภาลมหายใจไม่ได้มีเฉพาะที่กรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ แต่ตอนนี้มีประมาณ 20-25 จังหวัดเข้าไป คือครอบคลุมพื้นที่ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก อาจจะยังไม่ครบหมดนะ แต่ก็กำลังก่อร่างสร้างตัว”
วีระศักดิ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประสบความสำเร็จจากการใช้ข้อมูลดาวเทียมประกอบกับข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา จากที่เคยใช้เฉพาะ Hotspots ได้หันมาใช้ Burn Scar (ร่องรอยพื้นที่ไหม้) ประสบความสำเร็จในการใช้ข้อมูลดาวเทียมที่ลึกขึ้นเรื่อย ๆ และดูแอปฯที่ชื่อว่า “ตามรอยเผา” เพราะตามรอยเผาไม่ได้มองหาเปลวไฟความร้อนจากอวกาศ แต่จะเป็นการส่องเข้าไปในพื้นดินทั่วไป โดยเฉพาะพื้นที่เปิดโล่ง ว่ามีรอยคาร์บอนดำ ๆ เต็มพื้นที่หรือไม่
ทั้งนี้จากการใช้ข้อมูลดาวเทียมที่ลึกลงไป พบว่าความร้อน และพื้นที่รอยไหม้ในป่าเขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์พืชลดน้อยลงไปได้ถึง 47% โดยประมาณ อย่างไรขณะนี้เกิดปรากฏการณ์เผาหลบดาวเทียม เนื่องจากที่ผ่านมาคนเริ่มเรียนรู้ว่ าดาวเทียมที่ตรวจวัดความร้อน จะโคจรผ่านน่านฟ้าไทยประมาณกี่โมง ส่วนใหญ่จะรู้กันว่าดาวเทียม จะลอยผ่านน่านฟ้าเวลา 01:00 น. และเวลา 13:00 น.
“เราจับทางได้แล้วว่ามีคนเผาหลบเวลานี้ คือดับไฟให้หมดก่อนถึงเวลานี้ แล้วพอผ่านเวลานี้ไปสักพักหนึ่งจึงค่อยเริ่มจุดใหม่ อันนี้ก็ทำให้เขาหลบดาวเทียมได้ และเหมือนว่าจะมีอาชีพรับจ้างเผาแบบนี้ด้วย เหตุการณ์นี้เราเคยเจอในภาคอีสานปีที่แล้ว พบว่าควันเต็มเมือง แต่เรามาดูภาพถ่ายดาวเทียมปรากฏว่าจุดความร้อนไม่มี ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นไปประมาณ 10-15 วัน เมื่อทาบแผนที่ลงไป เห็นชัดเลยว่าเผาไปแล้ว แต่ทำไมมันไม่ขึ้นในจุดความร้อน ทำให้รู้ว่ามีมืออาชีพรู้จักวิธีหลบเวลาโคจรของดาวเทียม” วีรศักดิ์ กล่าว
ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯกล่าวว่า การรับจ้างเผาหลบดาวเทียม น่าจะเกิดจากการรับจ้างชาวไร่อ้อยก่อน เพราะอ้อยต้องการเผาลอกกาบใบ หรือเผาพวกเศษใบที่หลงเหลือติดค้างอยู่ ภายหลังจากนำอ้อยสดไปส่งแล้ว เดิมการทำไร่อ้อยใช้แรงงานต่างด้าวตัด แต่ปัจจุบันหาแรงงานยาก ขณะที่แปลงขนาดใหญ่ใช้วิธีเช่ารถไปตัดอ้อย แต่แปลงเกษตรขนาดเล็กเช่ารถไม่ได้เพราะไม่มีคิว ถึงแม้จะมีคิวแต่ราคาสูง ดังนั้นจึงต้องเผา และการเผาต้องรู้วิธีดับไฟเพราะเผาแค่ลอกกาบอ้อย จึงต้องจ้างมืออาชีพ

วีระศักดิ์ กล่าวว่า ประสิทธิภาพของดาวเทียม GISTDA สามารถแยกแยะพืช 3 อย่างหลัก ๆ คือ ข้าว ข้าวโพด และอ้อย ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯควรจะใช้ข้อมูลดาวเทียมนี้ ทำให้รู้ล่วงหน้าเลยว่าแปลงเกษตรไหนในตำบลไหนที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลเผาของพืชแต่ล ะชนิด เพราะเวลานี้ดาวเทียมสามารถระบุรายแปลงได้จริง ๆ สามารถบอกชื่อได้ด้วยซ้ำไปว่าใครเป็นเจ้าของพื้นที่
ทั้งนี้ข้อมูลจากดาวเทียมไม่ได้ส่งภาพมาแบบ Real-time ภาพถ่ายที่ถ่ายมาช่วงเวลาตี 1 กว่าจะโหลดภาพออกมาได้เป็นเวลาตี 2 เมื่อโหลดภาพออกไปได้ แต่ละจังหวัดไม่สามารถส่งทีมไปดับไฟเพราะเป็นช่วงฟ้ามืด จึงต้องรอฟ้าสว่างช่วง 7 โมงเช้า นี่คือวิธีเดิม ๆ ที่ใช้ดับไฟเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ทันการณ์เพราะลมพัดไฟออกไปไกลจากจุดความร้อนแล้ว
ดังนั้นในปัจจุบันจึงใช้โดรนตรวจจุดความร้อน โดรนจะบอกได้ว่าลมมาจากทางไหน กลุ่มควันมาจากทางไหน เพื่อให้ทีมดักอ้อมไปดักหน้าไฟ เพราะถ้าวิ่งตามไฟจะเจอแต่ควันเต็มไปหมด
ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ สภาลมหายใจกรุงเทพฯ https://www.breathebangkok.org/ ระบุถึงแอปพลิเคชัน “ตามรอยเผา”เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นใน โครงการ การวิจัยและพัฒนาระบบประมวลผล รายงาน ติดตาม พื้นที่การเผาในที่โล่งด้วยการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียมรายละเอียดสูง จัดเก็บข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในแปลงเพาะปลูกทุกวัน โดยประมวลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม ผลิตข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ความละเอียด 20×20 ตารางเมตร และรายงานพื้นที่เผาไหม้เป็นรายสัปดาห์บนเว็บไซต์ tamroypao.hii.or.th จึงสามารถย้อนกลับไปดูข้อมูลก่อนหน้าได้



