เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่เนื้อหาจากผลงานวิจัยและคำให้การของ ดร.จาเร็ด คูนีย์ ฮอร์วัธ เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับระดับสติปัญญาของคนเจเนอเรชันซี หรือ Gen Z
ข้อมูลวิจัยแสดงให้เห็นว่า Gen Z คือคนรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า “ฉลาด” น้อยกว่าคนรุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็คือคนรุ่นมิลเลนเนียลหรือ Gen Y ส่งผลให้คน Gen Y กลายเป็นคนรุ่นเดียวที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่าคนรุ่นใหม่ที่เกิดตามหลัง
นักประสาทวิทยาระบุว่า คนรุ่น Gen Z มีพัฒนาการทางสติปัญญาเกี่ยวกับการคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ ประมวลผลและประยุกต์ใช้ (Cognitive Development) ต่ำลงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในระบบการศึกษา
ผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า Gen Z เป็นกลุ่มแรกที่ทำคะแนนทดสอบระดับสติปัญญาหรือระดับไอคิวได้ต่ำกว่าคนรุ่นก่อนพวกเขา ทั้งด้านระยะเวลาของความสนใจ ความจำ ทักษะการอ่านและคณิตศาสตร์ ความสามารถในการแก้ปัญหา
ดร.ฮอร์วัธ อดีตครูที่ผันตัวมาเป็นนักประสาทวิทยา กล่าวต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐด้านพาณิชย์ วิทยาศาสตร์ และการขนส่งว่า แม้ Gen Z จะใช้เวลาในโรงเรียนมากกว่าคนในศตวรรษที่ 20 แต่ระดับสติปัญญาของพวกเขากลับลดลงอย่างมาก เขากล่าวว่า วิธีการศึกษาในปัจจุบันที่พึ่งพาเทคโนโลยีส่งผลให้คนรุ่นนี้สูญเสียความสามารถไปอย่างมหาศาล โดยข้อมูลของเขาระบุว่า ความสามารถของกระบวนการคิด วิเคราะห์และทำความเข้าใจของมนุษย์เริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2553 โดยประมาณ
ดร.ฮอร์วัธ ชี้ว่า วัยรุ่นยุคนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาในยามตื่นมากกว่าครึ่งไปกับการใช้โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต เขามองว่า จิตใจหรือความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไม่เหมาะกับการเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอสั้นหรือข้อความที่เป็นการสรุปเนื้อหา การซึมซับความคิดและความรู้ที่ซับซ้อนจำเป็นต้องอาศัยการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เยาวชนในปัจจุบันได้รับคำตอบที่รวดเร็วจาก “เอไอ” และบรรดาคลิปวิดีโอสั้นต่างๆ ซึ่งกลายเป็นการทำลายสติปัญญาของพวกเขา
ดร.ฮอร์วัธ ยังกล่าวเสริมว่า มนุษย์นั้น “ถูกตั้งโปรแกรมทางชีวภาพ” ให้เรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน เช่น เพื่อนและครู และจากการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่การไถหน้าจอโทรศัพท์มือถือเพื่ออ่านบทสรุปสั้นๆ หรือบทความที่แบ่งเนื้อหาเป็นข้อๆ
ดร.ฮอร์วัธ และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ พูดต่อหน้าสภาคองเกรสว่า วิวัฒนาการของมนุษย์ทำให้เราจำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบต่อหน้า แต่หน้าจอโทรศัพท์มือถือได้เข้ามาขัดขวางกระบวนการนี้และหยุดยั้งพัฒนาการทางของกระบวนการคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ ประมวลผล และนำมาประยุกต์ใช้ของมนุษย์
ฮอร์วัธกล่าวเสริมว่า การอัปเกรดเทคโนโลยีหรือการหาวิธีใช้งานเทคโนโลยีที่ดีกว่าเพื่อสอนเยาวชนนั้นไม่ช่วยอะไร เพราะตัวเทคโนโลยีเองนั่นแหละที่เป็นปัญหา และมันไม่สอดคล้องกับวิธีการทำงาน การเติบโต และการจดจำข้อมูลตามธรรมชาติของสมองมนุษย์ ปัญหานี้ไม่ได้ปรากฏแค่ในสหรัฐอเมริกา แต่เกิดขึ้นแล้วในประเทศต่างๆ อย่างน้อย 80 ประเทศ
“หากคุณดูข้อมูล เมื่อประเทศต่างๆ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในโรงเรียนอย่างแพร่หลาย ประสิทธิภาพการเรียนรู้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” ฮอร์วัธกล่าว เขาชี้ว่า แนวโน้มในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมาที่แสดงให้เห็นว่า ยิ่งมีการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนมากเท่าไหร่ การเรียนรู้ก็เริ่มถดถอยลงมากเท่านั้น
ที่มา : wionews.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



