“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” สัมภาษณ์นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. 2569 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญทั้งสิ้น 11 หมวด 158 มาตรา ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง 2.การจัดทำโครงการการขนส่งทางราง 3.เขตระบบขนส่งทางราง และเขตปลอดภัยระบบรถขนส่งทางราง 4.การประกอบกิจการขนส่งทางราง 5.การใช้ราง เพื่อการขนส่งทางรางร่วมกัน 6.การสอบสวนอุบัติเหตุ 7.ผู้ตรวจการขนส่งทางราง 8.ผู้ประจำหน้าที่ 9.การจดทะเบียนรถขนส่งทางราง 10.การคุ้มครองผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการ และ 11.บทกำหนดโทษ

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ขร. อยู่ระหว่างเตรียมการในเรื่องคต่างๆ ดังนี้ 1.ใบอนุญาตประกอบกิจการขนส่งทางราง, 2.ใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่, 3.การจดทะเบียนรถขนส่งทางราง, 4.การเชื่อมต่อรางหรือทางเฉพาะ, 5.การร่วมใช้ราง หรือทางเฉพาะ, 6.รับรองสถาบันฝึกอบรม และ 7.รับรองสถาบันตรวจสภาพรถ ซึ่งเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ขร. จะเริ่มดำเนินการได้ทันที พร้อมกันนี้ยังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเสนอร่างกฎกระทรวง ซึ่งเป็นกฎหมายลูกประมาณ 10 ฉบับ จากทั้งหมด 77 ฉบับ ต่อกระทรวงคมนาคมในเร็วๆ นี้ เพื่อเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป โดย ครม.รักษาการ สามารถอนุมัติร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นการอนุมัติการใช้งบประมาณ 

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาในการกำกับดูแลระบบขนส่งทางราง ขร. จะทำได้เพียงการขอความร่วมมือผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. 2569 ขร. จะมีอำนาจเต็มในการดำเนินการตามที่ พ.ร.บ.การขนส่งทางรางกำหนด สามารถกำกับดูแลได้อย่างเต็มที่ ทั้งการสั่งการ และการลงโทษ รวมทั้งสามารถกำกับดูแลระบบขนส่งทางรางในทุกๆ ด้านให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในการเดินทางด้วยระบบราง พร้อมทั้งคุ้มครองให้เกิดการเดินทางที่ปลอดภัย และอัตราค่าโดยสารมีราคาที่เหมาะสมด้วย

นอกจากนี้กฎหมายฉบับดังกล่าว ยังเปิดทางสู่การแข่งขันที่เป็นธรรม ผ่านการเปิดให้เอกชนร่วมเดินรถไฟ (Open Access) เพื่อให้มีผู้ให้บริการขนส่งทางรางรายใหม่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน ทั้งนี้การเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมใช้ และเชื่อมต่อราง หรือทางเฉพาะ จะช่วยทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากราง หรือทางเฉพาะได้เต็มความจุตามขีดความสามารถที่จะรองรับการเดินรถขนส่งทางราง ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง โดยจะมีการควบคุม และจัดสรรตารางเดินรถภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม จะดำเนินการอย่างโปร่งใส ภายใต้กติกาที่เปิดเผยชัดเจน โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐาน ประกาศช่วงเวลาเดินรถ และเส้นทางที่สามารถให้เช่าใช้ได้อย่างเป็นทางการ โดยไม่กระทบต่อการเดินรถของ รฟท. เอง

นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้ ยังกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง มี รมว.คมนาคม เป็นประธาน เพื่อกำหนดนโยบาย และพัฒนาการขนส่งทางรางด้วย อย่างไรก็ตามถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีกฎหมาย เพื่อใช้สำหรับดูแลระบบการขนส่งทางรางโดยเฉพาะ ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของทุกคน ให้ได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว ประหยัด และปลอดภัยสำหรับทุกคน คุ้มครองผู้โดยสารอย่างรอบด้าน อีกทั้งทุกคนจะมั่นใจได้ว่าระบบรางของประเทศไทยจะมีมาตรฐานเดียวกัน.