เมื่อวันที่ 4 ก.พ. เวลา 16.30 น. ที่ลานสนามหญ้า ปาร์ค สีลม พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีพูดคุยแบบชิลๆ ในงาน “กรุงเทพ ทิศทางประเทศ อยู่ที่คุณกำหนด” นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งผู้สมัครสส.กทม. 10 เขต มาพูดถึงการรณรงค์หาเสียงในพื้นที่ตลอด 40 กว่าวัน และสิ่งที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ โดยมีประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคฯ มาร่วมรับฟังเวทีดังกล่าว และในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ นางการดี ขึ้นพูดบนเวที ได้มีการนำกาสีฟ้า 2 ใบ พร้อมด้วยใบไม้ 2 ใบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อของพรรคฯ มาแสดงบนเวทีด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 18.10 น. นายอภิสิทธิ์ กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า เมื่อการหาเสียงในการเลือกตั้งมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย เราเห็นอาการคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหลายครั้ง คือ วันดีคืนดีก็จะมีประเด็นเกิดขึ้นมา อาทิ มีประเด็นเรื่องของพวกรักชาติ-ไม่รักชาติ หรือมีความพยายามแบ่งฝ่ายโดยวาดภาพอีกฝ่ายว่ามีปัญหาเลวร้าย ซึ่งประเทศเราเจอสิ่งเหล่านี้มาหลายครั้ง และทำให้หลายครั้งประชาชนเราตัดสินใจกันด้วยอารมณ์แบบนี้แล้วต่อมามันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งในอดีตอาจเป็นแค่การสูญเสียโอกาส แต่ตนคิดว่ามาถึงวันนี้ ประเทศมาอยู่ในจุดที่อันตราย เนื่องจาก เฉพาะเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ได้สร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงของประเทศอย่างมาก รวมถึงประเทศยังมีความแตกแยกจนถึงทุกวันนี้ ตนจึงคิดว่าวันที่ 8 ก.พ.นี้เป็นโอกาสที่จะฉุดประเทศไทยออกจากภาวะดังกล่าว โดยจุดยืนและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ คือคำตอบที่จะช่วยฉุดประเทศออกจากสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นทางรอดที่ปลอดภัย และถ้าพวกเราร่วมกำลังกันได้มากเท่าไหร่ ประเทศและประชาชนก็จะยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นว่าประเทศเราสามารถเดินต่อได้

“หลังจากยุบสภาไปไม่นาน ในตอนแรกมีคำถามในเวทีดีเบตพูดถึงเรื่องการแก้ปัญหาทุนเทา แต่มาถึงช่วงปลายในโค้งสุดท้าย กลับมีการพูดเรื่องรักชาติ-ไม่รักชาติ การให้เลือกเชิงกลยุทธ์อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากถ้าเรายังคงปล่อยให้สภาพเป็นแบบนี้ต่อไป เพราะสุดท้ายปลายทาง ผู้ที่จะได้รับความเดือดร้อน คือคนไทยทั้งประเทศ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า พื้นที่กรุงเทพฯมีความสำคัญในเรื่องการเมือง เป็นเพราะกรุงเทพฯมี 33 เขต มีสส.33 คน ขณะที่คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่เลือกพรรค จึงมีโอกาสที่คนกทม.จะเลือกไปทางเดียวกันอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจากหลายภาค และเมื่อมีสส.กทม. 33 เขต บวกกับจำนวนคะแนนบัญชีรายชื่อที่อาจทำให้ได้สส.อีกประมาณ 10 คน รวมเป็น 40 คนจากจำนวนสส.ทั้งหมด 500 คน ซึ่งนั่นไม่ใช่เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้ากำหนดทิศทางทางการเมืองและการพาประเทศจะไปอย่างไร  ในเมื่อคนกรุงเทพฯสามารถทำสิ่งนี้ได้ กับการเมืองไทยและประเทศไทย ตนจึงเสนอว่าคนกรุงเทพฯจะเป็นผู้นำได้หรือไม่ในการสร้างทางรอดที่ปลอดภัยให้กับประเทศไทย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการพูดถึงการเลือกเชิงยุทธศาสตร์นั้น ตนก็เข้าใจและเห็นใจ แต่อยากให้ประชาชนเลือกสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดกับตัวเขาและประเทศ เพราะทุกคะแนนถูกนับด้วยทั้งหมด ไม่ตกน้ำอยู่แล้ว ทุกคะแนน คือการส่งสัญญาณและเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชน แต่มีประชาชนในหลายพื้นที่กังวลว่าเลือกแล้วไม่ชนะ ก็จะเสียของ จึงมีคนที่เชิญชวนให้ไปเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง เพื่อเอาชนะอีกพรรคหนึ่ง ทั้งที่ไม่ใช่พรรคที่คนเลือกอาจไม่ได้ถูกใจ เสมือนเป็นการเลือกด้วยความกลัว ซึ่งไม่จะตอบโจทย์ประเทศอะไร แล้วมาเสียดายในภายหลังว่าเป็นการหนีเสือปะจระเข้  แต่ตนยืนยันว่า สำหรับกรุงเทพฯ ตนมั่นใจว่ามีคนประชาธิปัตย์แบบเหนียวแน่นอยู่มากพอสมควร ยังมีความผูกพันอยู่ ซึ่งการกลับมาทางการเมืองของตน ตนสามารถสัมผัสความอึดอัดของหลาย ๆ คน ที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ถูกใจ แต่มีเยื่อใยอยู่ ดังนั้น การกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางจะได้สส.ในกทม.นั้น เป็นการพูดที่เกินเลยไปมาก หรือหากคิดจะเลือกแบบยุทธศาสตร์ ก็ขอให้ทุกคนต้องเลือกสีฟ้า

 “สิ่งแรกที่ผมยังยืนยัน คือท่านจะรักใครชอบใคร พรรคไหน ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ท่านใช้สิทธิ์อย่างสุจริต นี่คือสิ่งแรกเลยที่อยากจะขอนะครับ และการเลือกตั้งทุกครั้ง มันเป็นการถามท่านว่าอยากได้อนาคตของประเทศแบบไหน ผมเข้าใจที่ห่วงว่าคะแนนเสียงจะตกน้ำหรือไม่ แต่คะแนนที่ประชาชนมอบให้ไปแล้ว มันจะถูกนำไปอ้างว่าเลือกเขา แล้ว เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าขอให้ทุกคนดูในเรื่องของคนหรือพรรคที่คุณคิดว่าได้กำหนดอนาคตที่ชัดเจนที่สุดสำหรับประเทศที่เป็นไปได้วันนี้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังเชิญชวนคนกรุงเทพฯ ไปรับฟังการปราศรัยใหญ่เวทีสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่วัน แบงคอก ฟอรั่ม ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. โดยขอให้ลงทะเบียนเพื่อจองที่นั่ง เพื่อให้สามารถจัดที่นั่งได้อย่างเหมาะสม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาประกันสังคมว่า ในช่วงที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี เคยให้การบ้านกระทรวงแรงงาน ไปพิจารณาให้สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานอิสระ แต่กระทรวงฯ เสนอกลับมา ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงให้กระทรวงฯกลับไปพิจารณาใหม่ เรื่องนี้ตนกังวลมานานแล้วเพราะเป็นแหล่งเงินมหาศาลของผู้ประกันตน หากการจัดการไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ ตนเห็นปัญหาตั้งแต่อดีต พยายามจูงใจผู้ที่ไม่มีนายจ้าง ให้เข้ามาอยู่ในระบบฯ ต่อมาโครงการต่าง ๆก็หายไป จนปัจจุบัน การตรวจสอบที่มีขึ้นก็ดีมาก จนประชาชนรับทราบปัญหาที่สำนักงานประกันสังคมนำเงินไปทำโครงการที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ ซึ่งเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง จะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส และทำให้หน่วยงานเป็นอิสระมากขึ้น แต่จะต้องไปให้ไกลกว่านั้น ทั้งโครงสร้างการเก็บเงินเข้าและจ่ายเงินออกให้เกิดความยั่งยืน ปรับรื้อสูตรการคำนวณต่าง ๆ เพื่อให้มีผลตอบแทนที่ยุติธรรม ส่วนปัญหาแรงงานต่างด้าวที่บางฝ่ายระบุว่าควรมีสิทธิ์ในการเลือกบอร์ดประกันสังคมนั้น ตนมองปัญหาไปไกลกว่านั้น ที่จะต้องระมัดระวังระบบการบริหารประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพ จะต้องไม่ทำให้สำนักงานประกันสังคม เป็นเวทีแข่งขันทางการเมือง และอิงกับพรรคการเมือง เพราะหากเปลี่ยนภาพไปสู่จุดนั้น พรรคการเมืองก็จะก้าวเข้าไป และทำให้เกิดปัญหาความต่อเนื่อง ฝ่ายการเมืองควรชี้เป้าเชิงนโยบายให้เห็นปัญหา ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ จึงเห็นความสำคัญที่จะต้องเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงจะต้องตั้งโจทย์ให้ชัด

ด้านนางการดี กล่าวว่า ถ้าคนกรุงเทพฯเลือกแบบยุทธศาสตร์ ตนมั่นใจว่าคนกรุงเทพฯ จะเลือกอย่างชาญฉลาด ด้วยข้อมูลที่แท้จริง และเป็นไปได้ ต้องคิดก่อนว่าจะเลือกใครและได้อะไร จึงมีสิทธิ์ที่พรรคประชาธิปัตย์จะชนะแน่นอน เพราะพรรคฯ เชื้อที่มีอยู่ จากบุคลากรของพรรค และความตั้งใจของพวกเรา การที่ตนเลือกมาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคฯ ไม่มีเจ้าของ และเป็นสถาบันพรรคการเมือง การเป็นพรรคการเมือง ต้องมาอาสาพัฒนาประเทศ ไม่ใช่อาสาแบ่งโควตา หรือต้องการเพื่อประโยชน์ครอบครัว หรือคนกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งเชื่อว่า คนกรุงเทพฯ จะเข้าใจ และตนทราบว่า คนกรุงเทพฯ ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ล้างผลาญ หรือทำให้เกิดการแตกแยก แต่การเปลี่ยนแปลงที่ดี คือการเชื่อมวัฒนธรรม หรือสิ่งที่ดี และความต่างของพรรคประชาธิปัตย์ คือ กระบวนการที่พรรคฯ จะทำบนพื้นฐานความเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ เปิดกว้างความแตกต่าง และสามารถทำงานร่วมกันได้

จากนั้น นายอภิสิทธิ์และนางการดีได้ถือกาสีฟ้าคนละใบ ขณะที่นายสกลธีชูใบไม้ 2 ใบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเชิญชวนให้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อของพรรคฯ