เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ.นำกำลังเจ้าหน้าที่ กก. 4 บก.ปพ. ร่วมกันเข้าจับกุม น.ส.สุพิชชา หรือ “นะ” อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 867/2568 ลงวันที่ 7 ก.พ.68 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ได้ที่บริเวณสถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องมาจากเมื่อต้นปี 2566 ได้มีมิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมแอบอ้างเป็นบริษัทสินเชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย โฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถอนุมัติเงินกู้ได้รวดเร็วทันใจ จนมีเหยื่อหลงเชื่อติดต่อขอกู้เงินจำนวน 5,000 บาท ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ เมื่อเหยื่อหลงกลกรอกข้อมูลส่วนตัวและเลขบัญชีธนาคารให้ มิจฉาชีพได้ออกอุบายเรียกเก็บ “ค่าเปิดบิล” หรือ “ค่าดำเนินการ” จำนวน 2,000 บาท
ทันทีที่เหยื่อโอนเงินให้ มิจฉาชีพจะทำทีว่าโอนเงินกู้เข้าบัญชีไม่ได้ อ้างว่าเหยื่อกรอกเลขบัญชีผิดพลาด และจำเป็นต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อแก้ไขรายการ โดยสัญญาว่าจะคืนเงินที่โอนไปทั้งหมดพร้อมกับเงินกู้ก้อนใหญ่ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียเงินไปกว่า 7,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินกู้แม้แต่บาทเดียวและถูกตัดขาดการติดต่ออย่างถาวร
จากการสอบปากคำเบื้องต้น น.ส.สุพิชชา ได้ให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าเมื่อปี 2566 มีชายไทยชื่อเล่นว่า “ตูน” อายุประมาณ 40 ปี มาขอยืมบัตรเอทีเอ็มพร้อมเลขบัญชีไป โดยอ้างว่าจะนำไปใช้รับโอนเงินจากการขายขนมย่านท่าดินแดง และตนไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถติดต่อนายตูนได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนได้ทำการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบว่าบัญชีของนางสาวสุพิชชาถูกนำไปใช้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันหลายครั้งจนมีผู้เสียหายจำนวนมาก และยังมีหมายจับติดตัวในลักษณะคดีฉ้อโกงประชาชนในพื้นที่ จ.ลำพูน อีก 1 คดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์การเป็นบัญชีม้าที่ถูกนำไปใช้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในวงกว้าง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนภัยสังคมว่า สถาบันการเงินหรือบริษัทสินเชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ หรือค่าประกันใดๆ ล่วงหน้าก่อนโอนเงินกู้ให้ลูกค้าอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการเรียกเก็บเงินในลักษณะดังกล่าว ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ และควรยุติการทำธุรกรรมโดยทันที ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนางสาวสุพิชชาส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



