จากกรณี น.ส.สุพิณนา หรือ พิน สัตบุตร อายุ 28 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ เสียชีวิตจากการถูกเครนของบริษัทรับเหมาสร้างทางรถไฟรางคู่หล่นทับ ระหว่างการเดินทางมากับขบวนขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี เพื่อจะกลับบ้านที่จังหวัดบุรีรัมย์ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อเวลา 09.05 น. ของวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ดังกล่าวทางการรถไฟและบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้มีมติเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตเบื้องต้นเป็นเงินรายละ 1,539,000 บาท แต่เงินจำนวนดังกล่าวกลับไปเข้าบัญชีของ นายสำเริง สัตบุตร อายุ 64 ปี พ่อของ น.ส.พิน ที่เสียชีวิต ทั้งที่ น.ส.พิน มี ด.ช.ธนกร หรือน้องกร ขิงประโคน ลูกชายอายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.4 อีก 1 คน ซึ่งครอบครัวของปู่น้องกร (ฝั่งพ่อน้องกร) ได้เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากพ่อน้องกร ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่น้องอายุได้เพียง 1 ขวบเท่านั้น

ภายหลัง นายปิยะ ปิจนำ ผวจ.บุรีรัมย์ ถึงขั้นโทรศัพท์ทวงถามเงินจากตาของน้องกร สุดท้ายได้รับเงินโอนจากตาน้องกร มาเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทเท่านั้น โดยอ้างว่าเงินเอาไปใช้หนี้ลูกสาว และจัดงานศพไปหมดแล้ว ขณะที่ นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันที่สำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเจรจาใช้เวลานานกว่า 5 ชม. เพราะทั้งฝ่ายปู่และตาของ น้องกร ต่างต้องการรับหลานชายไปเลี้ยง สุดท้ายอัยการได้ให้เด็กเป็นคนตัดสินใจ โดยน้องกร เลือกจะไปอยู่กับฝ่ายญาติของปู่ เพราะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก โดยอัยการยังซักถึงบัญชีค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา โดยนายสำเริงชี้แจงว่า รายรับมีเงิน 1,539,000 บาท ได้แก่ เงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับเหมา 150,000 บาท, เงินช่วยเหลือจากการรถไฟ 80,000 บาท, เงินพระราชทาน 20,000 บาท, เงินเยียวยาจากรัฐบาล 1 ล้านบาท, กองทุนยุติธรรม 200,000 บาท และเงินจากซองช่วยเหลือในงานศพ 89,000 บาท

ส่วนรายจ่ายได้จ่ายให้กับน้องกร จำนวน 200,000, ค่าทำงานศพ 5 วัน เป็นเงิน 589,000 บาท, หนี้ผู้ตาย นอกระบบ 154,100, หนี้รถ จยย. ผู้ตาย 26,375, หนี้สหกรณ์การเกษตร 60,752, หนี้เอาที่ดินไปเป็นหลักประกัน 200,000 รวมรายจ่าย 1,230,227 บาท เหลือยอดเงินสุทธิ 769,525 บาท อัยการให้แบ่งกันคนละครึ่ง จะได้คนละ 384,762.50 บาท น้องกร ได้รับโอนไปแล้ว 200,000 บาท ที่เหลือนายสำเริง เบิกเงินสดมาจ่ายให้อีก 185,000 บาท จนครบถ้วน ทั้งสองฝ่ายตกลงคุยกันด้วยดี
โดย นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทให้เข้ามาไกล่เกลี่ย เบื้องต้นได้มีการคุยกัน 2 ประเด็นหลักคือเกี่ยวกับการผู้ปกครองตามกฎหมาย เนื่องจากพ่อเด็กได้เสียชีวิตไปนานแล้ว และแม่เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ จากการพูดคุยเด็ก มีความผูกพันกับฝ่ายญาติคุณปู่มากกว่า ซึ่งเด็กมีความต้องการอยากจะอยู่กับฝ่ายญาติปู่ ซึ่งฝ่ายตาก็ไม่คัดค้าน

ประเด็นต่อมาคือเงินเยียวยาของรัฐที่ฝ่ายตาได้รับมาทั้งหมด ซึ่งจากการสอบถามยอดรายรับรายจ่ายจากตาของเด็ก ถึงแม้ตัวเลขอาจจะไม่พิสูจน์ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่วันนี้ได้มีตัวเลขชัดเจนออกมาแล้ว ทั้งนี้เงินที่ได้รับจากการเยียวยา ไม่ใช่เงินมรดก ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อน แต่ต้องใช้กฎหมายมรดกมาพิจารณา ซึ่งจากการตรวจสอบแล้ว ตาเด็กได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยา จึงมีสิทธิได้รับเงิน ส่วนเด็กก็เป็นบุตรของผู้เสียชีวิต มีสิทธิเท่าเทียมกันคือจะต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังจะมีเงินเยียวยาอีกส่วนหนึ่งของการรถไฟประมาณ 260,000 บาท ซึ่งจะต้องแบ่งครึ่งเช่นเดียวกัน ไม่รวมกับที่อัยการจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการฟ้องเรียกค่าเสียหายกับผู้กกระทำความผิดทั้งหมด คือเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งหากได้มาเท่าไหร่ จะต้องเอามาพิจารณาเช่นเดียวกัน แต่ต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อน.



