ที่สำคัญเรื่องนี้ สังคมอาจยังไม่รู้ว่าเป็นพฤติกรรมเข้าข่ายความผิด ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่บัญญัติสาระสำคัญครอบคลุมถึงการใช้อำนาจของ“เจ้าหน้าที่รัฐ”ทุกหน่วยงาน ซึ่งรวมถึงอาชีพ“ครู”
“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามนายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ และฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อตรวจสอบสถิติ“หน่วยงาน”ของรัฐที่ถูกร้องเรียน จากการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายอุ้มหาย-ซ้อมทรมาน มากเป็นอันดับต้น ๆ

นายธีรยุทธ สะท้อนมุมมองพฤติกรรมครูลงโทษให้นักเรียนลุก-นั่ง 800 ครั้ง หลังสอบกลางภาคไม่ผ่าน 5 วิชาก่อนถูกสั่งทำการบ้านแต่ส่งไม่ทันกำหนด อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ เพราะครูในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ใช้อำนาจสั่งลงโทษเป็นจำนวนที่เกินกว่าขีดจำกัดร่างกายเด็กอายุ 13 ปีไปมาก ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดทางกายอย่างหนัก
นอกจากนี้ เป็นการสั่งให้ทำ“ต่อหน้าเพื่อน” เป็นการลดทอนศักดิ์ศรี สร้างความอับอาย อาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม มาตรา 6 ฐานการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรืออาจไปถึงมาตรา 5 กระทำทรมาน หากการลงโทษนั้น ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ หากมีการแจ้งความและเข้าข่ายกระทำผิดจริง ความผิดกรณีนี้ไม่อาจยอมความได้

จากสถิติเกือบ 3 ปี ที่กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ นายธีรยุทธ เผยหน่วยงานที่กรมคุ้มครองสิทธิฯได้รับเรื่องร้องเรียนมากคือ กรณีของครู พบถูกร้องเรียน 13 ราย แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 5 ราย และฐานกระทำการที่โหดร้าย 8 ราย พฤติการณ์ที่ถูกร้องเข้าข่ายคือ มีการใช้อำนาจความเป็นครู ลักษณะข่มขู่ให้นักเรียนกระทำการทางเพศ โดยที่นำเรื่องผลคะแนนมาล่อลวง
“ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อยู่ในบทบาทครู แต่กลับใช้อำนาจมาเป็นการกระทำที่มีเจตนาพิเศษ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กนักเรียนได้รับผลกระทบทางจิตใจและร่างกายอย่างร้ายแรง”
นอกจากนี้ มีกรณีครูทำร้ายด้วยการตี บางกรณีเด็กเล็กมีถึงขั้นใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมในการตี ดังนั้น มองการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมายที่ครูควรต้องดู โดยร่วมกับสพฐ. ลงพื้นที่ให้ความรู้เรื่องกฎหมายดังกล่าว เป็นการส่งสารให้รู้ว่าครูก็อยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว

กรณีผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจและร่างกาย ปัจจุบันมีระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้เสียหาย พ.ศ.2568 เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาในรูปของตัวเงิน และรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน ซึ่งหลักการตามสิทธิมนุษยชนคือ การเยียวยาที่ไม่ต้องรอ“ผลทางคดี”ไม่ต้องรอคำพิพากษา
หากเพียงมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายดังกล่าว คณะอนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาฯ สามารถดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งที่ผ่านมากรณีร้องเรียนครูทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็กนักเรียน 13 ราย ดำเนินการเยียวยาเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ในทางคดีอาญามีใบแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดครูที่กระทำต่อเด็กและนักเรียน โดยกระบวนการอยู่ระหว่างชั้นพนักงานสอบสวน
จากนี้ต้องจับตาพฤติกรรมครู กระทำทรมานและโหดร้ายต่อเด็กนักเรียนในทุกกรณีที่เกิดขึ้น จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคดีตัวอย่างเป็นบรรทัดฐานคดีแรกได้หรือไม่.

เปิดสถิติร้องเรียนเจ้าหน้าที่รัฐ
อันดับ 1 ครู 13 ราย /ฐานทรมาน 5 ราย และฐานกระทำโหดร้าย 8 ราย
อันดับ 2 สถานสงเคราะห์ กรณีพี่เลี้ยงเด็ก 11 ราย /ฐานกระทำโหดร้าย
อันดับ 3 ตำรวจ 7 ราย / ฐานทรมาน 2 ราย /ฐานกระทำโหดร้าย 1 ราย /ฐานกระทำสูญหาย 4 ราย (กระทำให้สูญหายหมายถึง การปกปิดชะตากรรมระหว่างถูกคุมตัว)
อันดับ 4 ทหาร /ฐานทรมาน 1 ราย /ฐานกระทำโหดร้าย 1 ราย
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



