สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ว่า คณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐ นำโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของรัฐบาลวอชิงตัน พล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และคณะผู้แทนเจรจาของอิหร่าน นำโดยนายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน พบหารือกันที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
แม้ไม่มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน แต่การพบกันครั้งนี้ ถือเป็นการเจรจาโดยตรงครั้งแรกระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและอิหร่าน หลังเกิดสงคราม 12 วัน ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว
ทั้งนี้ อารักชีกล่าวหลังเสร็จสิ้นการหารือ ว่าเน้นไปที่ “โครงการนิวเคลียร์” เท่านั้น แต่สหรัฐต้องการพ่วงเรื่องการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ การพัฒนาขีปนาวุธ และการปราบปรามผู้ประท้วงเข้าสู่การหารือด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลเตหะรานคาดว่า จะมีการหารือกับรัฐบาลวอชิงตันเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้
???? Omani FM holding talks with US Envoy, Steve Witkoff, after he concludes second meeting with Iranian FM
— Press TV ???? (@PressTV) February 6, 2026
Follow: https://t.co/mLGcUTS2ei pic.twitter.com/A1wtPnN1Tm
ด้านวิตคอฟฟ์ปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ ขณะที่หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ สั่งระงับการทำธุรกรรมทุกรูปแบบ กับเรือบรรทุกน้ำมัน 14 ลำ ที่ลักลอบขนส่งน้ำมันให้กับอิหร่าน ซึ่งรวมถึงเรือที่จดทะเบียนภายใต้ธงชาติตุรกี อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) พร้อมทั้งคว่ำบาตรนิติบุคคลอีก 15 แห่ง และบุคคลธรรมดาอีก 2 คน
นายทอมมี พิกอตต์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันจำเป็นต้องยกระดับมาตรการกดดันเหล่านี้ เนื่องจากอิหร่านใช้รายได้จากการขายน้ำมันเพื่อ “สนับสนุนกิจกรรมที่สร้างความไม่มั่นคงทั่วโลก และยกระดับการปราบปรามภายในประเทศของตัวเอง”
ขณะเดียวกัน พิกอตต์ย้ำว่า ทรัมป์ยังคงมุ่งมั่นที่จะ “ผลักดันให้การส่งออกน้ำมันและปิโตรเคมีที่ผิดกฎหมายของอิหร่านลดลงจนเหลือศูนย์” ภายใต้แคมเปญ “กดดันขั้นสูงสุด” ซึ่งเป็นนโยบายที่เริ่มมาตั้งแต่การบริหารงานสมัยแรกของทรัมป์ เพื่อบีบให้ทุกประเทศทั่วโลกหยุดซื้อน้ำมันจากอิหร่าน.
เครดิตภาพ : AFP



