สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ว่า นายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการเจรจากับสหรัฐที่โอมาน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าอิหร่าน “จ่ายบทเรียนในราคาที่แพงมหาศาล” เพื่อแลกกับโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ดังนั้น รัฐบาลเตหะรานจะไม่มีวันยอมสละสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นอันขาด และ “จะไม่มีทางยอมแพ้” แม้มีความพยายาม “ยัดเยียดสงคราม” ให้กับอิหร่าน
แม้ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่า การหารือครั้งสำคัญที่โอมาน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ผ่านพ้น “สงคราม 12 วัน” เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว “เป็นไปด้วยดี” อย่างไรก็ตาม การให้ความเห็นล่าสุดของอารักชีสะท้อนว่า ประเด็นการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ยังคงเป็นกำแพงสูงที่สหรัฐและอิหร่านยังตกลงกันไม่ได้
Iranian Foreign Minister Abbas Araghchi says Tehran will never give up uranium enrichment, even if war is imposed, rejecting US pressure after recent talks with Washington’s envoy. pic.twitter.com/5g68L770qd
— Al Arabiya English (@AlArabiya_Eng) February 8, 2026
ขณะเดียวกัน อารักชีกล่าวว่า รัฐบาลเตหะราน “ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว” ต่อการวางกำลังทางเรือของสหรัฐในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย และกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ และการที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และพันธมิตร ทำให้รัฐบาลเตหะราน “มีเหตุผลเพียงพอ” ที่จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า สหรัฐ “ไม่ได้มีความจริงจัง” ในการคลี่คลายวิกฤติความสัมพันธ์ ผ่านการเจรจาอย่างที่ควรจะเป็น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ว่าด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ต่อประเทศที่ยังคงค้าขายกับอิหร่าน
US military deployments in the Gulf do not intimidate Tehran, Iran’s foreign minister Abbas Araghchi says days after talks with Washington’s envoy Steve Witkoff. pic.twitter.com/mbuspuoBJd
— Al Arabiya English (@AlArabiya_Eng) February 8, 2026
คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. โดยเป็นการกำหนดกลไกใหม่ในการ “เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม” ต่อประเทศที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่าน ภาษีนี้จะถูกจัดเก็บจากสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศใดก็ตามที่มีการ “ซื้อ นำเข้า หรือได้มาซึ่งสินค้าและบริการจากอิหร่าน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
ทั้งนี้ อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับการกำหนดโดย นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอยู่ที่เท่าใด แต่เนื้อหาในแถลงการณ์ยกตัวอย่างไว้ที่ 25% ซึ่งเป็นระดับที่ทรัมป์เคยเปรยไว้ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
อนึ่ง มีการวิเคราะห์ด้วยว่า มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ จีน รัสเซีย เยอรมนี ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี).
เครดิตภาพ : AFP



