สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ว่า นายอับบาส อารักชี รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการเจรจากับสหรัฐที่โอมาน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าอิหร่าน “จ่ายบทเรียนในราคาที่แพงมหาศาล” เพื่อแลกกับโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ และการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ดังนั้น รัฐบาลเตหะรานจะไม่มีวันยอมสละสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นอันขาด และ “จะไม่มีทางยอมแพ้” แม้มีความพยายาม “ยัดเยียดสงคราม” ให้กับอิหร่าน


แม้ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่า การหารือครั้งสำคัญที่โอมาน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ผ่านพ้น “สงคราม 12 วัน” เมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว “เป็นไปด้วยดี” อย่างไรก็ตาม การให้ความเห็นล่าสุดของอารักชีสะท้อนว่า ประเด็นการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ยังคงเป็นกำแพงสูงที่สหรัฐและอิหร่านยังตกลงกันไม่ได้


ขณะเดียวกัน อารักชีกล่าวว่า รัฐบาลเตหะราน “ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัว” ต่อการวางกำลังทางเรือของสหรัฐในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย และกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ และการที่รัฐบาลวอชิงตันยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และพันธมิตร ทำให้รัฐบาลเตหะราน “มีเหตุผลเพียงพอ” ที่จะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า สหรัฐ “ไม่ได้มีความจริงจัง” ในการคลี่คลายวิกฤติความสัมพันธ์ ผ่านการเจรจาอย่างที่ควรจะเป็น


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ว่าด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ต่อประเทศที่ยังคงค้าขายกับอิหร่าน


คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ. โดยเป็นการกำหนดกลไกใหม่ในการ “เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม” ต่อประเทศที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่าน ภาษีนี้จะถูกจัดเก็บจากสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศใดก็ตามที่มีการ “ซื้อ นำเข้า หรือได้มาซึ่งสินค้าและบริการจากอิหร่าน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”


ทั้งนี้ อัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับการกำหนดโดย นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะอยู่ที่เท่าใด แต่เนื้อหาในแถลงการณ์ยกตัวอย่างไว้ที่ 25% ซึ่งเป็นระดับที่ทรัมป์เคยเปรยไว้ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา


อนึ่ง มีการวิเคราะห์ด้วยว่า มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศคู่ค้าสำคัญของอิหร่าน ได้แก่ จีน รัสเซีย เยอรมนี ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี).

เครดิตภาพ : AFP