จากผลการเลือกตั้งรัฐบาลเมื่อวานนี้ 8 ก.พ. 69 ซึ่งผลปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ส่งผลให้วันนี้ 9 ก.พ. 69 บรรยากาศหุ้นไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เปิดตลาดดัชนีพุ่งขึ้นทันที 31จุด จากนั้นพุ่งขึ้นต่อเนื่องไปสู่ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,398.86 จุด ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

บล.ฟินันเซียไซรัส คาด SET Index จะปรับตัวขึ้นแกร่งโดยมีโอกาสขึ้นทดสอบกรอบ 1,380-1,400 จุด จากปัจจัยการเมืองที่มีความชัดเจนและแนวโน้มเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ที่สูง ขณะที่บรรยากาศการลงทุนต่างประเทศผ่อนคลายจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวดี 

ภาพการเมืองที่ชัดเจน คาดว่าจะช่วยหนุนหุ้นในกลุ่ม Domestic Play โดยได้อานิสงส์ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่สูงขึ้นทั้งการลงทุนทางตรงที่เร่งตัว รวมถึงกระแสเงินทุนที่มีแนวโน้มไหลเข้าตลาดทุนต่อเนื่อง ได้แก่

ค้าปลีก (CPAXT CPALL CRC GLOBAL DOHOME) 

ไฟแนนซ์ (MTC TIDLOR SAWAD) 

อาหารเครื่องดื่ม (OSP CBG ICHI NEO) 

นิคม (AMATA WHA) ธนาคาร (KTB BBL) 

รับเหมาฯ (STECON CK) 

พลังงาน (PTT GULF WHAUP) 

อสังหาฯ (CPN AP SC)

บล. ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินผลการเลือกตั้งไทยจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยตลาดหุ้นไทย จะรับรู้ปัจจัยเฉพาะตัว และ ชี้นำตลาด คือ ผลการเลือกตั้ง แม้อาจยังไม่รู้ว่าจะมีการตั้งรัฐบาลโดยพรรคใด และ ยังต้องรอการรับรองจาก กกต. แต่ผลที่ออกมา ก็พอจะชี้นำทิศทางตลาดและการเมืองได้ระดับหนึ่ง

หุ้นในพอร์ตแนะนำ นำ TOP, DELTA เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ต ประกอบด้วย TOP (10%), DELTA (10%), AOT (10%), SCB (10%), ADVANC (10%), HMPRO (10%), TRUE (20%)

บล. กสิกรไทย มองไปข้างหน้าคาดกรอบการซื้อขายของ SET Index ในสัปดาห์นี้ที่ 1,335-1,375 จุด จากปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะเรื่องทิศทางของการจับขั้วของพรรคการเมืองหลังรู้ผลการเลือกตั้ง โดยสำหรับประเด็นนี้ยังคงมุมมองเดิม คือ นโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคส่วนใหญ่นำเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านการอุดหนุนการใช้จ่ายบริโภคภาคเอกชน การยกระดับรายได้และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งมองเป็นบวกกับกลุ่ม Commerce และ Finance ที่เป็นกลุ่ม Laggard ทำผลงานได้ต่ำกว่าตลาดในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ valuation ยังอยู่ในระดับล่างมีโอกาสที่เม็ดเงินจะหมุนกลับเข้ามา และเห็นภาพการฟื้นตัวขึ้นได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงลบ หรือ downside risk จากตรงนี้มีน้อยขณะที่ประเด็นต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากผลการเลือกตั้งล่าสุดอย่างไม่เป็นทางการคาดว่า พันธมิตรขั้วการเมืองเดิม คือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมคาดเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เชื่อตลาดจะตอบรับเชิงบวกทังในแง่ของบรรยากาศทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจ โดย SET อาจบวกต่อได้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ และตั้ง ครม. ได้กลางปี

แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่ม Domestic plays เช่น Commerce, Finance และ กลุ่ม Big caps เช่น DELTAและ กลุ่ม Energy

บล.ยูโอบี เคย์เฮียน(ประเทศไทย) คาดรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพในระดับสูง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศลงทุนในระยะสั้น โดยคะแนนของพรรคภูมิใจไทย และ พรรคอันดับ 4 อย่างกล้าธรรม รวมกันคิดเป็น 251 ที่นั่ง เกินครึ่งของสภา ทำให้อำนาจต่อรองของพรรคภูมิใจไทยสูงมาก และทำให้มีความยืดหยุ่นในการตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจจะเลือกดึงพรรคขนาดเล็กอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาล หรือ อาจเลือกดึงพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง เนื่องจากจะมีเสียงสนับสนุนถึง 300-327 เสียง (60-65%)

เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่บวกต่อจิตวิทยา แต่ในเชิงกลยุทธ์เน้นเลือกกลุ่มไม่อิงเศรษฐกิจในประเทศ : จากความเป็นไปได้ที่กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะใช้เวลานาน โดยปกติการใช้จ่ายภาครัฐมักอ่อนตัวในปีแรก หลังการเลือกตั้งจึงให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีความเสี่ยงจำกัดจากความล่าช้าในการดำเนินนโยบายภายในประเทศ ได้แก่

(1) หุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภายนอก เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม

(2) หุ้น defensive ที่มีความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรต่ำ

(3) หุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูง โดยหุ้น Top Picks ของเราคือ BCP, PTT, PTTEP, PTTGC, MINT, WHA, AMATA, BDMS, BH, BCH, RATCH และ EGCO