ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ขาดดุลไทย-จีน ปี 68 ไทยเผชิญปัญหาการขาดดุลการค้าพุ่งสูงขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 147,338.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าไทยต้องรับสภาวะการขาดดุลการค้ามหาศาลถึง 67,892.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.17-2.24 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ยอดการนำเข้าจากจีนพุ่งสูงทำสถิติถึง 107,615.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 33.5% ขณะที่ภาคการส่งออกไทยไปจีนทำได้เพียง 39,722.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพียง 12.6% 

“การขาดดุลของไทยมหาศาลปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ  ทำให้มีสินค้าจีนทะลักเข้ามาจำหน่ายในไทยจำนวนมาก โดยจีนใช้ไทยและอาเซียนเป็นแหล่งระบายสินค้า ทดแทนการส่งไปตลาดสหรัฐ”

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปพิจารณาสถิติการขาดดุลการค้าของไทยที่มีต่อจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่า ไทยเสียเปรียบดุลการค้าต่อจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดโดยปี 65 ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 36,336 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาในปี 66 ตัวเลขการขาดดุลขยับขึ้นเป็น 36,635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเริ่มเห็นสัญญาณความรุนแรงในปี 67 ที่ยอดขาดดุลพุ่งขึ้นเป็น 45,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนกระทั่งมาถึงปี 68 ที่ตัวเลขการขาดดุลแตะระดับ 67,892.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการขาดดุลที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี”

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกถึงสินค้าส่งออก 10 อันดับแรกที่ไทยส่งไปจีนในปี 68 พบว่า อันดับหนึ่ง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ยังคงเป็นสินค้าอันดับหนึ่งด้วยมูลค่า 5,665.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่ทำมูลค่าได้ 5,605.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มที่โตอย่างโดดเด่นถึง 89.8% อันดับสามคือผลิตภัณฑ์ยาง มูลค่า 4,072.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 31.5%

ตามด้วยเม็ดพลาสติก 2,083.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยางพารา 1,963.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง 1,953.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 1,621.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ 1,491.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 1,319.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเคมีภัณฑ์ 1,311.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรวมสินค้า 10 รายการแรกนี้มีมูลค่า 27,087.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐคิดเป็น 68.2% ของยอดส่งออกทั้งหมด

สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนสูงสุด 10 อันดับแรก มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 69,843.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มสินค้าที่ไทยนำเข้าสูงสุดคือเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ  19,915.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราขยายตัวพุ่งสูงถึง 79.1% อันดับสองคือเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  10,600.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันดับสามเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน  7,242.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยเคมีภัณฑ์ 6,082.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 5,897.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ 4,795.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ 4,231.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังมีรายการที่โตอย่างผิดปกติคือเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ที่นำเข้าสูงถึง 3,927.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวกว่า 308.2% ปิดท้ายด้วยแผงวงจรไฟฟ้า 3,802.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลิตภัณฑ์โลหะ 3,348.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังพึ่งพิงสินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งหามาตรการรองรับการไหลเข้าของสินค้าจากจีนที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น