บทวิเคราะห์เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งของไทย เมื่อวันที่ 8 ก.พ. โดยสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ซีเอฟอาร์) หนึ่งในองค์กรอิสระระดับโลก ที่มีอิทธิพลสูงต่อนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐ มีเนื้อหาโดยรวมว่า


การเลือกตั้งทั่วไปของไทย ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อชุดใหม่ทั้ง 500 คน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นไปตามที่โพลหลายสำนักคาดการณ์ไว้ อย่างน้อยก็ในส่วนของโพลคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งโพลเหล่านั้นวัดเพียงความตั้งใจที่จะเลือกพรรคในภาพรวม แต่พรรคภูมิใจไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงหาเสียง ด้วยการกวาดการสนับสนุนจาก “ผู้มีอิทธิพล” ในพื้นที่ต่างจังหวัด และการทำข้อตกลงล่วงหน้าเพื่อกวาดที่นั่ง สส.เขต


อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนกลับละเลยในจุดนี้ และยังต้องพ่ายแพ้ในพื้นที่ภาคใต้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่เริ่มฟื้นตัวกลับมา ซึ่งกระแสนี้เองที่เข้ามาตัดคะแนนรวมของพรรคประชาชนไปอย่างมาก


พรรคประชาชนกำลังเผชิญกับปัญหาภายในและวิกฤติศรัทธา อาจเป็นเพราะพรรคประชาชนขาดผู้นำที่มีบารมีดึงดูดใจ หรืออาจเป็นเพราะกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูงขึ้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนไม่มีผู้นำที่มีพลังดึงดูดในระดับเดียวกับแกนนำเมื่อปี 2566 อีกทั้งยังมีปัญหาความขัดแย้งกันเองในหมู่ผู้นำระดับสูงตลอดช่วงการหาเสียง


นายเมธิส โลหเตปานนท์ หรือ “เคน” นักวิเคราะห์อิสระ เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ในการเลือกตั้งระบบบัตรสองใบ กลุ่ม “บ้านใหญ่” มีโอกาสรอดชีวิตสูงไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด เพราะระบบนี้เปิดโอกาสให้ผู้เลือกตั้งมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกตัวบุคคลจากพรรคหนึ่งเพราะความคุ้นเคยในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ประชาชนเลือกพรรคอื่นในบัญชีรายชื่อที่ตรงกับอุดมการณ์ของตน ซึ่งพรรคประชาชนยังไม่สามารถสู้ในจุดนี้ได้เลย


ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยอยู่กับความไม่มั่นคงมานานหลายทศวรรษ เห็นเศรษฐกิจหยุดชะงัก อำนาจในภูมิภาคเสื่อมถอย และภาวะสมองไหลจากการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ความสำเร็จของพรรคกล้าธรรม ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนต้องการ การแก้ปัญหาเชิงนโยบาย “ที่ใช้ได้จริงในระดับท้องถิ่น”


บรรยากาศชาตินิยมที่เกิดจากความขัดแย้งกับกัมพูชา ส่งผลบวกอย่างมากต่อพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคสายชาตินิยม พรรคประชาชนถูกผลักให้อยู่ในสถานะที่ยากลำบาก เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การดูเป็นคนรักชาติ” กับเป้าหมาย “การปฏิรูปกองทัพและสถาบัน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของฐานเสียง ความขัดแย้งนี้ทำให้กองทัพได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และทำให้กลุ่มผู้ออกเสียงสายกลางที่พรรคประชาชนต้องการขยายฐานเสียงเข้าไปหา เกิดความลังเลที่จะสนับสนุน


ทั้งนี้ พรรคประชาชนไม่สามารถโต้กลับกระแสชาตินิยมได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรดาแกนนำพยายามลดระดับการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพและแผนการปฏิรูปสถาบันลงอย่างชัดเจนในช่วงหลัง แต่ทำให้เสียฐานเสียงที่สนับสนุนอุดมการณ์เดิมไป โดยที่ไม่ได้คะแนนจากฝั่งชาตินิยมกลับมาเลย


นอกจากนี้ พรรคประชาชน “เดินเกมพลาดอย่างหนัก” ที่ยอมทำข้อตกลงให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งนี้ช่วยเสริมบารมีให้นายอนุทิน มีแต้มต่อในฐานะรัฐบาลเพื่อสร้างฐานเสียงให้พรรคภูมิใจไทยแข็งแกร่งขึ้น นายอนุทินสามารถใช้ “การประนีประนอมครั้งใหญ่” ได้อย่างมีชั้นเชิง แต่กลับสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่พรรคประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยในเชิงกลยุทธ์ทางการเมือง


เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย บทความนี้มองว่า ผลคะแนนที่ออกมา เป็นสัญญาณ “ปิดฉากอำนาจและอิทธิพลของตระกูลชินวัตร” บนเส้นทางการเมือง


นอกจากนี้ บทความชิ้นนี้มองผลการเลือกตั้งของไทย เป็นกรณีศึกษาไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วเอเชียว่า พลังจากการประท้วงบนท้องถนนจะสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนในคูหาเลือกตั้งได้จริงหรือไม่ ดังที่เห็นในญี่ปุ่นและไทยว่า ในยามที่โลกมีความไม่แน่นอน ผู้คนมักหันกลับไปหา “ความมั่นคงจากพรรคขั้วอำนาจเดิม” มากกว่า “การเปลี่ยนแปลงที่สุ่มเสี่ยง”.

เครดิตภาพ : AFP