เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ พร้อมด้วย น.ส.อโนชา เบี้ยบังเกิด น้องสาว และครอบครัว ได้เดินทางมารอรับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม กลับบ้าน หลังศาลอณุญาตให้ประกันตัว

ทนายเดชา กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจ และเชื่อว่าในทางคดีทนายตั้มยังมีช่องที่พอต่อสู้ได้อยู่ จริงๆแล้วไม่ว่าคดีจะอยู่ในชั้นไหน ก็ยังสามารถไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีได้ โดยคดีฉ้อโกงประชาชนและฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คดีนี้ศาลได้วางบรรทัดฐานได้ดีมาก ถ้าเป็นการฉ้อโกงเพียงคนเดียวอย่างกรณีทนายตั้ม ไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิดเป็นสันดาน ก็ไม่ควรไปแจ้งข้อหาที่รุนแรง พอไปแจ้งข้อที่รุนแรง แล้วก็ต้องไปดำเนินคดีกับครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดทั้งไม่ได้ทำอะไรผิด

แต่ศาลพิจารณาว่า คดีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมูลฐาน ทำให้ศาลยกฟ้องในข้อหาฟอกเงินทั้งหมด อันนี้เป็นบทเรียนที่อยาก ฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจ สอบสวนกลางให้ระมัดระวังในการแจ้งข้อหาที่อาจรุนแรงเกินจริง

ต่อมาเมื่อเวลา 21.40 น. “ทนายตั้ม” ได้เดินออกมาจากเรือนจำ พร้อมสวมครอบครัว ด้วยความดีใจ

ทนายตั้ม กล่าวว่า ช่วงห้าเดือนแรกที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ ความรู้สึกแย่มาก จากนั้นจึงเริ่มปรับตัวได้และพยายามหาหลักฐานในการต่อสู้คดีด้วยตนเอง โดยตำรวจแจ้งข้อหามาทั้งหมด 10 ข้อหา ยกฟ้องไป 7 ยังเหลืออีก 3 คดี โดยในชั้นอุทธรณ์ มีความตั้งใจที่จะต่อสู้ให้ชนะได้ทุกคดี โดยเฉพาะในเรื่องเงิน 71 ล้านบาท ไม่เคยคิดว่าจะผิดในเรื่องนี้เพราะมีหลักฐานแชทว่าเจ๊อ้อย ให้ไปทำธุรกิจ

ตอนนี้ ก็กลายเป็นคนต้นทุนต่ำไปแล้วไป เพราะถูกตราหน้าว่าฉ้อโกง จะกลับมาได้ ก็ต้องรอศาลอุทธรณ์ว่าจะตัดสินอย่างไร แต่มั่นใจว่าสามารถโต้แย้งได้ทุกประเด็น ก็ต้องรอเวลาเท่านั้น ขอบคุณศาลที่เมตตาให้ประกันตัว และศาลแพ่งยกคำร้องเรื่องทรัพย์สิน รวมทั้งขอบคุณเรือนจำอำนวยความสะดวกในการสู้คดี รวมไปถึงความปลอดภัยของตนและภรรยา.