เมื่อวันที่ 10 ม.ค. พ.ต.อ.วุฒิชัย สุคนธวิท ผกก.สภ.ชัยพฤกษ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.อัครเดช จายะวานิช รอง ผกก.สส.สภ.ชัยพฤกษ์, พ.ต.ท.ฉัฐวัฒน์ สิริเบญจศักดิ์ สว.สส.สภ.ชัยพฤกษ์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ ร่วมกันจับกุม นายฐิติภัทร หรือกี้ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี (สวมเสื้อบอล) และนายนรงค์ศักดิ์ หรือหนึ่ง (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี (สวมเสื้อยืดสีดำ)
สามารถจับกุมได้บริเวณสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง หมู่ 1 ต.บางตะไนย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พร้อมตรวจยึดของกลาง รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น CB650FA สีขาว-แดง หมายเลขทะเบียน 4 กน 6155 กรุงเทพมหานคร
เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ หรือรับของโจร” และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.โชคชัย เพื่อนำตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ ได้รับแจ้งจาก นายมงคลภาคย์ ภูมิวสนะ อายุ 31 ปี อาชีพไรเดอร์ ผู้เสียหาย ว่าได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.โชคชัย หลังรถบิ๊กไบค์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น CB650FA สีขาว-แดง หมายเลขทะเบียน 4 กน 6155 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่บริเวณลานจอดรถภายในแฟลตกองปราบฯ โชคชัย 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร สูญหายไปเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 68
ต่อมาผู้เสียหายพบว่า รถบิ๊กไบค์คันดังกล่าวถูกโพสต์ขายในเฟซบุ๊ก ราคา 42,000 บาท และจำได้ว่าเป็นรถของตนเองที่ถูกลักทรัพย์ไป จึงให้พี่สาวติดต่อขอซื้อ และประสานตำรวจชุดสืบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ วางแผนเข้าจับกุม
จากการสอบถาม นายฐิติภัทร หรือกี้ ให้การว่า ตนรับซื้อรถบิ๊กไบค์คันดังกล่าวมาในราคา 30,000 บาท และนำไปซ่อมอีกกว่าหมื่นบาท ก่อนนำมาเสนอขายผ่านนายหน้าในเฟซบุ๊ก ราคา 42,000 บาท
สาเหตุที่ขายในราคาถูก เนื่องจากรถสตาร์ทไม่ติด ขับมาแล้วดับ ซ่อมแล้วก็ยังไม่สมบูรณ์ 100% จึงตัดสินใจขายผ่านนายหน้า ซึ่งส่วนใหญ่มักใช้เฟซบุ๊กอวตาร เมื่อขายรถได้ นายหน้าจะส่งเลขบัญชีให้ลูกค้าโอนเงิน
นายฐิติภัทรอ้างว่า ตอนที่ตนซื้อรถบิ๊กไบค์คันดังกล่าวมา มีชายศีรษะเกรียน อ้างว่าพักอยู่ในแฟลตตำรวจ เป็นผู้นำรถมาขายและมอบกุญแจให้ ตอนแรกเสนอขายราคา 45,000 บาท ก่อนต่อรองเหลือ 30,000 บาท เมื่อรับรถมาตรวจสอบพบว่ามีหลักฐานครบ เพียงแต่รถสตาร์ทไม่ติด จึงไม่เอะใจอะไร
ส่วนนายนรงค์ศักดิ์ หรือหนึ่ง เป็นเพื่อนกับตนและเป็นช่างซ่อมรถอยู่แล้ว ตนจึงนำรถบิ๊กไบค์คันดังกล่าวไปให้นายหนึ่งช่วยตรวจสภาพก่อนขาย โดยก่อนหน้านี้ตนเคยขายโทรศัพท์มือถือ และเพิ่งมาขายรถมือสอง รถหลุดจำนำได้ไม่นาน
นายฐิติภัทรกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตนซื้อรถที่ถูกขโมยมา ตนถามแล้วคนขายบอกว่าเป็นรถของตัวเอง ตรวจสอบแล้วเป็นรถบุคคล ไม่ติดไฟแนนซ์หรือผ่อนชำระ จึงคิดว่าไม่ผิดกฎหมาย และไม่ทราบว่าเป็นรถโจร โดยเข้าใจว่าเป็นรถ ปปส.

ด้าน นายมงคลภาคย์ เจ้าของรถ เปิดเผยว่า เมื่อประมาณวันที่ 28 ธ.ค. 68 ตนรู้สึกตะหงิดใจ จึงอยากเข้าไปดูรถบิ๊กไบค์ที่ฝากไว้กับพี่สาว เนื่องจากไม่ได้ขับมานานกว่า 8 เดือน รถคันนี้ใช้สำหรับออกทริปต่างจังหวัด แต่เมื่อไปดูพบว่ารถหายไป จึงเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.โชคชัย
รถคันดังกล่าวซื้อมือสองมาในราคา 140,000 บาท และผ่อนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 บาท โดยเพิ่งผ่อนหมดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ปลายปีพบว่ารถหาย ตอนแรกไม่ได้ตามหา เพราะทำใจว่าอาจไม่ได้คืนแน่นอน
กระทั่งวันเสาร์ที่ผ่านมา พบรถบิ๊กไบค์คันดังกล่าวถูกโพสต์ขายอยู่ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ราคา 42,000 บาท จึงนั่งดูรูปอยู่นาน ก่อนให้พี่สาวทักสอบถามว่ารถยังอยู่หรือไม่ จากนั้นคนขายส่งคลิปสภาพรถมาให้ ซึ่งเห็นป้ายทะเบียนชัดเจน ตนจึงมั่นใจว่าเป็นรถของตนเอง และให้พี่สาวช่วยล่อซื้อ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม
ผู้เสียหายกล่าวว่า ดีใจมากที่ได้รถคืน เพราะรถคันนี้มีมูลค่าทางจิตใจ เป็นสิ่งที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ ที่ให้การช่วยเหลือ
น.ส.ณัฐกานต์ ไชยโกฐิ (ไช-ยะ-โกด) อายุ 35 ปี พี่สาวผู้เสียหาย กล่าวว่า ตอนแรกที่ทราบเรื่องรู้สึกใจเสีย เพราะน้องชายนำรถบิ๊กไบค์มาฝากไว้ แต่ตนทำงานจึงไม่ได้สังเกตตลอด และไม่คิดว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ เพราะที่พักเป็นแฟลตตำรวจ และตนอาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็ก คิดว่าคงไม่มีปัญหา
หลังเกิดเหตุ ตนแนะนำให้น้องไปแจ้งความ และช่วยหากล้องวงจรปิด แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่ารถหายไปตั้งแต่วันไหน ทำให้การไล่กล้องวงจรปิดค่อนข้างยาก
ต่อมาทราบจากน้องว่ามีการโพสต์ขายรถบิ๊กไบค์ในเฟซบุ๊ก จึงติดต่อขอซื้อและขอดูรูปเพิ่มเติม น้องยืนยันว่าเป็นรถที่หายไปจริง ตนจึงนัดดูรถ และประสานตำรวจชุดสืบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ เข้าจับกุม
น.ส.ณัฐกานต์กล่าวอีกว่า หลังได้รถคืนรู้สึกดีใจมาก เพราะเรื่องนี้เหมือนเป็นความรับผิดชอบของตนด้วย และตกใจที่ผู้ต้องหาอ้างว่าได้ซื้อรถต่อมาจากตำรวจ หากเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ตนยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พร้อมอยากให้คนที่ทำไม่ดีหมดไป
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ชัยพฤกษ์ ได้ขยายผลตรวจสอบรถยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของผู้ก่อเหตุ จำนวน 4 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป



