เรียกได้ว่าร้อนระอุยิ่งกว่าสภาพอากาศ สำหรับสถานการณ์บ้านเมือง หลังทราบผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคาดว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ตกเป็นของ “เสี่ยหนู–อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทยที่กวาดเก้าอี้สภาไปถล่มทลาย แม้ในพื้นที่ กทม. จะพ่ายแพ้ให้กับพรรคประชาชนแบบราบคาบก็ตามนั้น

ล่าสุดในงานพิธีบวงสรวงภาพยนตร์เรื่อง “อ้ายต้าว เอวหวาน” ผู้กำกับชื่อดัง “พชร์ อานนท์” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเจ้าตัวมองว่าตอนนี้การเลือกตั้งจบลงแล้ว ประชาชนควรแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง โดยพชร์ได้เผยว่า
“หลังๆ หลายคนไปโฟกัสการเมือง การเมืองก็จบแล้ว จบแล้วก็จบ ไม่งั้นก็จะตีกันไม่จบ เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิเลือกตั้ง เราอยากเลือกใครเราอยากได้ใครมาบริหารประเทศ มันก็เป็นสิทธิของเรา เพราะฉะนั้นเราจะเลือกใครก็ได้ ในสิ่งที่เราปรารถนา ถึงแม้ความคิดเราจะไม่ตรงกับคนอื่น เราอย่าไปว่าเขา เราก็ทำมาหากินกันต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหาร เราก็ต้องทำมาหากินกันต่อไป
แล้วก็อยากจะฝากว่าที่นายกฯ คนต่อไปนะครับว่า เราก็ให้กำลังใจ “คุณอนุทิน“ ยังไงก็อย่าให้เสีย… อย่าให้เหลวเป๋ว เพราะทุกคนเลือกคะแนนให้คุณอนุทิน เพราะทุกคนอยากเห็นอย่างที่คุณอนุทินพูด และผู้บริหารของทีมเขาที่ออกมา ก็อยากให้เขาทำให้เห็นกิจจะลักษณะจริงๆ ไม่ใช่พูด แล้วเอาเข้าจริงๆ ก็เหลวเป๋ว ก็ดูดีๆ ว่าคนที่จะมาเข้าร่วมรัฐบาลกับคุณอนุทิน คุณอนุทินจะต้องตัดความเป็นเพื่อนความเป็นมิตรสหาย เพื่อที่จะให้ตัวเองอยู่รอดสี่ปี ก็อยากให้คุณอนุทินพิสูจน์ผลงานอย่างที่ประชาชนไว้ใจ

แล้วเราก็พิสูจน์แล้วว่า ประเทศไทยมันไม่ได้มีเฉพาะแค่กรุงเทพฯ ต่างจังหวัดเขาชอบแบบนี้ เราก็ต้องชอบแบบนี้ พี่ก็คนกรุงเทพฯ นะ พี่ก็เลือก แต่เราก็ต้องรู้ว่าในเมื่อคะแนนเขานำเราก็ต้องยอมรับ ส่วนที่ปทุมธานีนับคะแนนใหม่ อนุทินก็ชนะนี่ นับสามรอบก็เหมือนเดิม ส่วนเรื่องการซื้อเสียงเขาซื้อกันมาแล้วไม่รู้ตั้งแต่ พ.ศ. ไหนแล้ว แต่แค่เราไม่เห็นไง ส่วนคนที่พูดซื้อเสียงแล้วทำไม กกต. ไม่จัดการ เพราะเขาไม่มีหลักฐานไง ถ้ามีหลักฐานก็มายื่นเลย เราไม่ได้เห็นกับตา เขาให้เงินกันตอนไหน เราก็พูดต่อๆ กันมา แสดงว่าพรรคของอนุทินมีเงินเยอะเลยนะ ซื้อเสียงเป็นร้อยๆ ล้าน แล้วตอนปี 66 พรรคอันดับหนึ่งชนะ ไม่เห็นมีใครพูดเลยว่าซื้อเสียง
ใครจะได้เป็นนายกฯ เราก็ต้องทำงาน ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้เป็นแล้วเราจะรวยเลย ดีไม่ดีเราอาจจะดิ้นรนกว่าเก่าก็ได้ เพราะฉะนั้น อนุทินเป็น หรือ “เท้ง” เป็น ไม่ว่าใครเป็น เราก็ต้องทำมาหากิน เพราะฉะนั้นมันจบแล้วการเลือกตั้ง เพราะทุกคนให้สิทธิในการใช้สิทธิใช้เสียงกันไปแล้ว และอนุทินพูดอย่างนี้ว่าถ้ารวยจะทำให้ร้องขอชีวิต ถ้าอนุทินทำไม่ได้ อนุทินก็ต้องเตรียมตัว ก็ต้องร้องขอชีวิตจากพวกประชาชนแล้วล่ะ เราต้องให้เวลาเขาสี่ปี พวกเราอาจจะไม่ได้เลือกแต่อาจจะมีคนเลือก และเยอะกว่า เพราะฉะนั้นทำมาหากินดีกว่าอย่าไปยุ่งเลย เพราะว่าเรื่องโกงมันก็โกงทุกยุคทุกสมัยแหละ แต่เขาก็บอกนิว่าถ้าใครจับโกงได้ให้ไปฟ้อง กกต. ก็ไม่เห็นมีใครจับได้สักคน
ถามว่าอยากให้แก้ไขอะไร คือมันแก้ไขไม่ได้หรอก มันต้องแก้ไขที่นิสัยคนไทยนี่แหละ แพ้ก็คือแพ้ ทีเวลาตัวเองชนะก็ไม่เห็นว่าอะไรเลย ปี 66 ของเขาชนะมา 14,000,000 เสียง เงียบกริบ ไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่ขอนับคะแนนใหม่ ทีพอคนอื่นชนะ อ้าวนับคะแนนใหม่โว้ย จริงๆ ใครเป็นเราก็ต้องหาแXก แล้วเขาก็ช่วยได้ในหน้าที่ของเขา ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เราก็ต้องหาแXก ไม่ใช่ว่าพออีกพรรคหนึ่งเป็นเงินเดือนXจะขึ้น 30,000 ก็ 8,000 เหมือนเดิม คือพี่รวยอยู่แล้ว แต่พี่ก็ต้องทำงาน เงินเก็บก็เงินเก็บ เงินหาเข้ามาใหม่เราก็ต้องทำงาน อย่าไปหวังไม่ว่าใครเป็นนายกฯ Xงก็ไม่รวย เพราะXงขี้เกียจ”

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก พชร์ อานนท์



