ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) หล่นไปอยู่ลำดับ 3   ขณะที่และพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่หลายคนดูถูก กลับได้ สส.เกินกว่าที่หลายคนคิด เรียกว่าเลือกตั้งรอบบนี้ “พลิกล็อค”กันถล่มทลาย  สส.ตัวดัง  ตัวตึง ตกสวรรค์ไปเพียบ 

โดยจุดแข็งและจุดอ่อนของ “พรรคส้ม” ก็คือเรื่องกองเชียร์ กองเชียร์พรรคเป็น“หัวคะแนนธรรมชาติ”มาด้วยใจ ที่ยอมทำให้ด้วยความทุ่มเทก็เยอะ แต่หัวคะแนนธรรมชาติพรรคส้มก็กลายเป็นที่วิจารณ์หนัก ที่ต้องการจะให้คนอื่นๆ มาเลือกพรรคส้มมากเกินไป จนหลายครั้งกลายเป็นการรุกราน รวมไปถึง “ดูถูก” คนเห็นต่าง ที่เป็น “พลังเงียบ”ในสังคมว่า ไม่อยากบอกว่าเลือกใคร เพราะพอพูดว่าไม่ได้เลือกส้ม ก็โดนด่า หรือไล่ต้อนถามว่า ทำไมเห็นพรรคอื่นดีกว่า เป็นต้น

ซึ่งตรงนี้ควรจะต้องไปทบทวนดูว่าการเคลื่อนไหวอย่างก้าวร้าว มีผลดีอะไร นอกจากสะสมความไม่พอใจในสังคมให้เกิดขึ้นในใจคนแล้ว ยังเกิดปฏิกิริยาตีกลับ จากกำลังคิดว่าจะเลือกใครดี กลายเป็นเห็นต่างไม่เอาส้ม  ที่ไปดูถูกคนที่ชื่นชอบของพรรคอื่นๆ สุดท้ายส้มก็ติดอยู่ในห้องเสียงสะท้อน ที่ได้ยินแต่เสียงพวกตัวเอง เสียงที่กลุ่มตัวเองอยากฟัง  การอ้างเป็นฝ่ายเสรีนิยมอย่างไรก็ต้องปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพในสังคม ไม่ใช่ยกตนว่าฉลาดกว่า 

นอกจากนี้ “บ้านใหญ่ไม่เสื่อมมนต์” จากผลการเลือกตั้งที่ออกมาดูเหมือนประชาชนยังชอบ สส.หน้าเดิมที่เห็นหน้าค่าตากันตามงานต่างๆ หรือลงพื้นที่ช่วยเหลือเรื่องโน่นนี่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งเคยมีคนถามว่า  “ทำไมไม่ค่อยเห็น สส.ประชาชนในพื้นที่” เรื่องนี้ “สส.ต้นกล้า” จรยุทธ์ จตุพรประสิทธิ์ ว่าที่ สส.กทม. พรรค ปชน. พูดไว้น่าสนใจว่า “หน้าที่ของ สส. ไม่ใช่การไปทำถนนเอง  ซ่อมท่อ  สส. ไม่ใช่ผู้ว่า ไม่ใช่สำนักงานเขต ไม่ใช่ฝ่ายปกครอง และไม่ใช่ข้าราชการประจำ  สส.มีหน้าที่ออกกฎหมาย  ตรวจสอบรัฐบาล  ผลักดันงบประมาณและนโยบายพัฒนาประเทศ  หากมีปัญหา สส.รับเรื่องและประสานงานหน่วยงานที่มีอำนาจ”

สิ่งที่พูดไม่ได้ผิด แต่ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมความผูกพันกับผู้แทนแบบไทยๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่เขาไม่ได้เลือกผู้แทนมาทำงานแค่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่หวังความผูกพันมากกว่านั้น ไปเปิดงานต่างๆ  หรือร่วมงานของชาวบ้านในกิจกรรมต่างๆ  จนก่อนหน้านี้เกิดวลีว่า “สส.ตลาดล่าง”ปะทะกันมาแล้ว

ส่วนพรรคน้ำเงินนำมาทั้งที่“เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ถูกองเชียร์หลายพรรคดูถูกด้วยซ้ำ จากการที่ไม่เคยขึ้นเวทีดีเบต  ไม่เน้นจัดเวทีใหญ่ แต่ภูมิใจไทยเลือกขายนโยบายแบบไม่มากไป ให้รู้สึกว่าทำได้จริง  ตัวขายของพรรคเป็น 3 คนนอก คือ“รมต.เอก”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  “รมต.อ้วน”สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว “รมต.แต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชูภาพมืออาชีพมาบริหาร  “รมต.เอก” โดดเด่นในเรื่องที่จับต้องได้อย่าง “คนละครึ่งพลัส” ส่วน “รมต.แต๋ม” ถูกมองว่าเป็นนางแบกประจำพรรค  แต่ขณะเดียวกันก็เป็นสีสันที่น่าจับตา  เวลาที่ “รมต.แต๋ม”ออกรายการหรือดีเบต  ก็เกิดกระแสตอบรับการเป็น “แม่ค้าอินเตอร์” ขายสินค้าต่างๆ

และไฮไลท์แต้มต่อสำคัญของภูมิใจไทย คือเรื่อง สถานการณ์ชายแดน  ที่มี “รมต.อ้วน” ช่วยดึงคะแนนให้พรรค ตั้งแต่การปฏิบัติหน้าที่หลังรับตำแหน่งใหม่ ๆ ไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 27 ก.ย.68  “รมต.อ้วน” แก้สุนทรพจน์ตอบโต้เขมรแบบสดๆ  ตบหน้าหงายให้อดรับบทเหยื่อในเวทีโลก ด้วยการบอกโลก“เขมรเป็นผู้เริ่มความขัดแย้งชายแดน” และแสดงบทบาท ไม่รุกรานก่อนแต่ไม่ยอมให้ล้ำเส้น หรือบิดเบือนข่าวสาร  ยืนยันรักษาอธิปไตยไทย 

เรื่องไทย-เขมร ปลุกกระแสชาตินิยม ในช่วงการหาเสียง ประเด็นหนึ่งที่ชาวบ้านถามเสี่ยหนูหนักมาก คือเรื่องชายแดน จนว่าที่นายกฯอีกสมัยยืนยัน“ไม่มีการเปิดด่าน” แบบไม่ต้องคิดมาก และอีกอย่างหนึ่งคือ การหาเสียงของภูมิใจไทยไม่พยายามสร้างศัตรูหรือแสดงท่าทีว่า ได้เก้าอี้มาจะเชคบิลใครคนที่เบื่อความขัดแย้งก็มองเป็นตัวเลือกที่ดี 

และที่สำคัญคือ “เสี่ยหนู” ที่แสดงภาพ “ผู้นำ” ชัดเจน ทั้งเวทีไทย เวทีโลก การตัดสินใจที่ฉับไว ทำให้ประชาชนเทใจให้อย่างไม่เคยมีมาก่อน  และที่สำคัญมี “ครูใหญ่” กุนซือขั้นเทพ วางหมากอย่างแยบยล  จึงไม่แปลกใจจะมาแบบแลนด์สไลด์.