หลังจากปิดหีบเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถสรุปผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ เนื่องจากมีปัญหาในหลายจุด และจากการตรวจสอบผลเลือกตั้ง โดยจากที่กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ โดยนับได้ 94% ผ่านระบบ ECT REPORT 2569  ข้อมูล ณ เวลา 17.00 น. วันที่ 10 ก.พ. โดยพบว่า ผลการนับคะแนน สส. แบ่งเขต บัตรดี 31,951,912 บัตรเสีย 1,234,047 บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,446,622 ผู้มาใช้สิทธิ 34,632,581 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน คิดผู้มาใช้สิทธิ์เป็น 65.44% ซึ่งน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา (14พ.ค.2566) ซึ่งอยู่ที่ 75.71%    ส่วน ผลการนับคะแนนสส.บัญชีรายชื่อ บัตรดี 1,998,836 บัตรเสีย 1,556,201 บัตรไม่เลือกผู้ใด 1,010,605 ผู้มาใช้สิทธิ 34,565,642 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,922,923คน คิดเป็น 65.31%

ขณะที่ผลการนับคะแนนลงประชามติ นับที่ 90%บัตรดี 33,423,528 บัตรเสียทั้งฉบับ 875,067 ผู้มาใช้สิทธิ 34,298,595 คน จากผู้มีสิทธิ52,922,923คน คิดเป็น 64.81% มีเสียง เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 19,857,202 เสียง ไม่เห็นชอบ 10,486,451 เสียง และไม่แสดงความเห็น 2,876,260 เสียง

เมื่อมาเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา วันที่ 14 พ.ค.2566 มีจำนวนผู้มีสิทธิ 52,195,920 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขต 39,514,939  คิดเป็นร้อยละ 75.71 ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มีบัตรเสีย 1,457,889 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.69 ไม่เลือกใคร 866,886 ใบ คิดเป็นร้อยละ 2.19  ขณะที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 39,514,912 คน มีบัตรเสีย 1,509,897 คิดเป็นร้อยละ 3.82 ไม่เลือกใคร จำนวน 482,258 ใบ

อย่างไรก็ตาม หลังผลการเลือกตั้งออกมาอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำขาดลอย ทิ้งห่างพรรคประชาชน ได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง โดยระหว่างนั้นมีบางหน่วยเลือกตั้งยังนับคะแนนไม่เสร็จ และพบว่าเกิดปัญหาข้อพิรุธหลายประการ ทำให้กลุ่มมวลชนคนรุ่นใหม่ รวมตัวกันล้อมหน่วยเลือกตั้งและกดดันให้มีการนับคะแนนใหม่ในหลายจุด ลามถึงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะตัวเลขของผู้มาใช้สิทธิ ไม่ตรงกันตัวเลขผลคะแนน เข้าข่ายบัตรเขย่ง  การไม่ปิดผนึกโดยสายเคเบิลไทล์ เป็นต้น โดยไม่มีคณะกรรมการกกต. ออกมาแถลงหรือชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเบื้องต้นแต่อย่างใด ทำให้ปัญหาลุกลาม กระทบความเชื่อมั่นของกกต. และไม่เชื่อในผลการเลือกตั้งที่ออกมา ซึ่งอาจกลายเป็นวิกฤตของประเทศของประเทศได้ ทั้งนี้ได้มีบรรดานักวิชาการ ออกมารุมถล่มกกต.ว่าไม่เป็นมืออาชีพในการจัดการเลือกตั้ง

อย่างดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกมาชี้ว่า การทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทั้งการเลือกตั้งในปี 2562 และปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและข้อผิดพลาดในการดำเนินการมาโดยตลอด อาทิ การประกาศผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า ข้อผิดพลาดในการนับคะแนน จำนวนบัตรไม่ตรงกับจำนวนผู้มาลงคะแนน ฯลฯ ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ซึ่งในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ. 2569 ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และถึงแม้ กกต. จะมีข้อผิดพลาดจากการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเด็น แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิด กกต. แบบที่เห็นผลจริงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่ให้สิทธิ์กับประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้

ขณะที่นายลอย ชุมพงษ์ทอง นักวิชาการด้านคณิตศาสตร์ ยูทูปเปอร์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเองว่า “แม้รวมบัตรเสียแล้ว  แต่นับบัตรเขียว=สส.เขต มากกว่าบัตรเหลือง=ลงประชามติ ถึง 3.2 แสนใบ ทั้งๆที่ กกต. แจกให้เท่ากัน ส่อโกง 32-64 เขต ใช้คณิตศาสตร์กับพิรุธ บัตรเขียว มี 34.55 ล้านใบ บัตรเหลืองมี 34.23 ล้านใบ ผมเชื่อว่าอาจมีบัตรเขย่ง 3.2 แสนใบ ส่อโกงการเลือกตั้งได้ 32 – 64 เขต ถ้าไม่กล้านับใหม่แสดงว่าอาจจะมีปัญหาที่ กกต.ส่วนกลาง

นายลอย ระบุเพิ่มเติมว่า ใช้คณิตศาสตร์จับพิรุธ บัตรเขียว มี 34.55 ล้าน บัตรเหลืองมี 34.23 ล้าน เชื่อว่าอาจมีบัตรเขย่ง 3.2 แสนใบ ส่อโกงการเลือกตั้งได้ 32-64 เขต ซึ่งยังไม่รวม กรณี ขานเลขในบัตรเลือกตั้ง ที่ลงช่องไปอีกคน เอาคะแนนเลขอื่นมาสวมเลขที่มีหมายไว้

ทั้งนี้อดีตแหล่งข่าวจากกกต. ชี้แจงว่า ปัญหาเรื่องบัตรเขย่ง อยู่ที่กกต.ทั้ง 7 คนจะผู้พิจารณาว่า มีเขตไหนที่เข้าข่ายในการต้องสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือต้องถึงขนาดต้องสั่งให้ลงคะแนนใหม่หรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆ โดยจะมีการบันทึกไว้ตั้งแต่ที่หน่วยเลือกตั้งผ่านมาถึงจังหวัดและรายงานกกต.ใหญ่ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเรื่องบัตรเขย่งไม่ได้เป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุให้กกต.ก็สั่งลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในพื้นที่หน่วยเลือกตั้งที่ 10 เขตเลือกตั้ง 1 จังหวัดนครปฐม

ทั้งนี้หากจะย้อนมองภาพความวุ่นวายของการเลือกตั้งในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่มักจะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ คือความคลุมเครือของผลคะแนน และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ถูกตั้งข้อครหาว่ามี “คะแนนเขย่ง” และมีการร้องเรียนขอให้นับคะแนนใหม่ ต่อมาในการเลือกตั้งปี 14 พ.ค. 2566 ปัญหาเดิมกลับมาอีกครั้ง เมื่อ กกต. มีมติสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 31 หน่วยเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และ 16 หน่วยเลือกตั้งแบบแบ่งเขต รวมทั้งสิ้น 47 หน่วย จากทั้งหมดกว่า 95,000 หน่วยทั่วประเทศ สาเหตุสำคัญคือ “คะแนนเขย่ง” ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิและจำนวนบัตรเลือกตั้งนั้นตรงกัน แต่ผลคะแนนที่สรุปออกมากลับไม่ตรงกับจำนวนดังกล่าว ทำให้กกต.สั่งให้นับใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 11 มิ.ย.2566 ใน 16 จังหวัด คือ

  1. กรุงเทพมหานคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย
  2. ชลบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  3. ชุมพร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย
  4. ตรัง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 3 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 3 หน่วย
  5. ประจวบคีรีขันธ์ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 6 หน่วย
  6. ลพบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย
  7. สมุทรสาคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  8. นครนายก แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย
  9. แพร่ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย
  10. สระบุรี แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 2 หน่วยฃ
  11. สุโขทัย แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 หน่วย 
  12. กาญจนบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย
  13. ฉะเชิงเทรา แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  14. พังงา แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย
  15. เพชรบุรี แบบบัญชีรายชื่อ 1 หน่วย
  16. หนองคาย แบบบัญชีรายชื่อ 2 หน่วย

การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ จะกลายเป็นระเบิดเวลาของประเทศไทย เมื่อคณะกรรมการกกต. “แกล้งตาย” ไม่เร่งออกมาแสดงบทบาทแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ทำให้ไม่ได้รับความน่าเชื่อจากประชาชน ดังนั้น 7 กกต. ต้องกล้าเผชิญกับปัญหา อย่างเป็นธรรม รอบคอบและโปร่งใส เพื่อดับไฟร้อน และทำงานให้คุ้มกับภาษีของประชาชน