วันที่ “ครอบครัวชินวัตร” สมาชิกพรรคเพื่อไทย (พท.) บรรดาคนเสื้อแดง และคนที่รักและชื่นชอบ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี รอคอย ก็เดินทางมาถึง หลังจากที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติเห็นว่าอดีตนายกฯ มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (อีเอ็ม) ตลอดระยะเวลา 4 เดือน จนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย. 69 นั้น ซึ่งถือเป็นมติถึงที่สุดแล้ว จากการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เพราะคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และคุณสมบัติของผู้ต้องขังตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้อย่างครบถ้วน มติของคณะอนุกรรมการฯ จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง

สำหรับกำหนดการติดกำไลอีเอ็มให้กับนายทักษิณ ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร (กทม.) 7 จะเดินทางไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อติดกำไลอีเอ็มให้แก่อดีตนายกฯ และแจ้งเรื่องขั้นตอนการใช้งานอุปกรณ์กำไลอีเอ็ม พร้อมกับดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ ส่วนการรายงานตัว รับทราบเงื่อนไข หลักการปฏิบัติตนระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือนนั้น ภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ 11 พ.ค. 69-13 พ.ค. 69 นายทักษิณ จะต้องเดินทางไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติ กทม.1 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเขตบางพลัด สถานที่พักโทษ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ตามที่ผู้อุปการะของนายทักษิณได้แจ้งไว้
ส่วนกำหนดการ ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. 69 นายทักษิณ จะเริ่มกระบวนการเรื่องเอกสารต่าง ๆ ภายในเรือนจำฯ ตั้งแต่เวลา 07.00 น. และจะปรากฏตัวออกจากแดนพยาบาล มายังประตูหน้าเรือนจำฯ เวลา 07.45 น. จากนั้นในเวลา 08.00 น. อดีตนายกฯ จะร่วมยืนตรงเคารพธงชาติไทย โดยมีลูกหลานชินวัตร รวม 10 ราย นำโดยบุตรสาวและบุตรชายของนายทักษิณ มาคอยให้การต้อนรับ ซึ่งคงต้องรอดูอดีตนายกฯ จะเปิดใจกับสื่อมวลชน และทักทายคนเสื้อแดงที่มาคอยให้กำลังใจหรือไม่

ส่วนกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง รวมตัวจัดกิจกรรมชุมนุมเพื่อรอรับนายทักษิณ ที่หน้าบริเวณเรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. ต่อเนื่องไปจนถึง 11 พ.ค. 69 โดยบรรยากาศที่บริเวณหน้าเรือนจำ มีกลุ่มมวลชนเสื้อแดงได้นัดหมายรวมตัวพร้อมนำป้ายไวนิล แขวนที่บริเวณบนสะพานลอยหน้าเรือนจำ ระบุข้อความว่า “ยินดีต้อนรับอดีตนายกฯในดวงใจ ดร.ทักษิณ ชินวัตร” นอกจากนี้ตามฟุตปาธหน้าเรือนจำ มีการนำสินค้า อาทิ เสื้อสัญลักษณ์สีแดง และสิ่งของต่างๆ รวมถึงเต็นท์แจกอาหารให้กับผู้มาร่วมชุมนุม โดยบรรยากาศชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ซึ่งเชื่อว่า จะมีคนเสื้อแดงเดินทางมารอรับอดีตนายกฯ เป็นจำนวนมาก
ด้าน “เอม” น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวนายทักษิณ โพสต์คลิปบรรยากาศครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา พร้อมข้อความผ่านแอปพลิเคชันอินสตาแกรม และแท็กถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ระบุว่า เรื่องราวมากมายและยาวนานของเรา ผ่านมาเกือบ 20 ปี เหมือนชีวิตมีหลาย episodes ยอมรับว่า ep.นี้ ขมและกลืนยากที่สุด (8 เดือนมานี้) เพราะเราเห็นคนที่เรารัก ต้องผ่านเรื่องราวนี้ เวลาแต่ละวันในคลองเปรมนี้ แม้ท่านไม่เคยทำให้พวกเราลำบากใจเลยก็ตาม

สุดท้ายนี้การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลง เอมและครอบครัวขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจ ทุกกำลังใจจริงๆ ที่คอยส่งมาให้พวกเราตลอดการเดินทางอันยากนี้ ทุกๆ น้ำตาที่แม้เราไม่รู้จักกัน แต่มาอดทนยืนรอในความร้อน และร้องไห้จับมือ บีบมือพวกเราเพื่อส่งกำลังใจให้เราทุกครั้งที่มาเยี่ยม มันมีความหมายมากมาย และที่ขาดไม่ได้ขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่เลี้ยงดูพวกเราทั้งสามคนด้วยความรักความอบอุ่นทำให้เรามีกันและกันแบบนี้ไม่ปล่อยมือ
ขณะที่ในแง่ทางการเมือง จะมีผลกระทบตามมาหรือไม่ เพราะก่อนหน้าที่จะมีการจองจำ “นายทักษิณ” ก็เคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทั้งเรื่องนโยบาย และการขับเคลื่อนทางการเมือง การออกมาเปิดประเด็นขอยึดคืนกระทรวงมหาดไทย กลับมาอยู่ในความดูแลของพรรค พท. จนเรื่องลุกลามบายปลาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขอถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ห้วงเวลานี้ พรรค พท. เป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากมีเสียงเป็นอันดับ 2 แต่นายทักษิณยังมีวิบากกรรมรออยู่ ยังต้องต่อสู้คดีกระทำความผิดตามมาตรา 112 และศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จ่ายภาษีจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ตามขั้นตอนที่กรมสรรพากร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จากกรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น

เดินหน้านำผู้สมัครชิงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) รายอื่นอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน (ปชน.) ล่าสุดได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า จะไม่ทำป้ายหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ติดตามถนนและเสาไฟฟ้าแม้แต่ป้ายเดียว เพราะกลายเป็นขยะริมทางทันที เมื่อการเลือกตั้งจบลง ในหลายๆ ครั้ง สร้างความยุ่งยากและอันตรายในชีวิตประจำวันของชาว กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูพายุฝนอย่างตอนนี้ จะใช้ช่องทางและวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดมาทดแทน พรรคเรามีความตั้งใจจะลดจำนวนป้ายหาเสียงบนท้องถนนลงในทุกการเลือกตั้ง เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดทรัพยากร ที่สำคัญที่สุดคือเราจะรณรงค์กับหัวคะแนนธรรมชาติ ขอให้ช่วยส่งต่อนโยบาย วิสัยทัศน์ และเรื่องราวของเราให้ออกไปได้กว้างขวางและแม่นยำยิ่งกว่าป้ายหาเสียงแผ่นไหนๆ
“อย่างไรก็ตาม พรรคจะยังคงมีป้ายหาเสียงบนถนนของผู้สมัคร สก.อยู่ เพื่อให้ประชาชนใน 50 เขตไม่เกิดความสับสนในการจดจำชื่อ และเบอร์ของผู้สมัคร สก. และด้วยปัจจัยเชิงพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน ป้ายหาเสียงยังคงจำเป็นในบางโซน บางเขต แต่เราจะลดปริมาณป้าย สก.ลงให้เหลือจำนวนเพียง 1-2 เท่าของหน่วยเลือกตั้งเท่านั้น (จากระเบียบการเลือกตั้งที่อนุญาตให้ติดตั้งป้ายได้ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง) กทม.ง่ายๆ ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ครับ” นายชัยวัฒน์ กล่าว

ที่น่าสนใจคือ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 1)” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,074 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้ 1. คนกรุงเทพฯ อยากเห็น “กรุงเทพมหานคร” เป็นเมืองแบบใด อันดับ 1 เมืองที่รถไม่ติด ขนส่งมวลชนดี ค่าโดยสารไม่แพง 28.82% อันดับ 2 เมืองสะอาด ทางเท้าเป็นระเบียบ เดินง่าย 23.86% อันดับ 3 เมืองปลอดภัย ปลอดอาชญากรรมและยาเสพติด 18.10% อันดับ 4 น้ำไม่ท่วม 14.75% อันดับ 5 เป็นเมืองเศรษฐกิจ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี 14.47%
2.คน กทม.อยากให้ใครเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป อันดับ 1 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 56.70% อันดับ 2 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 18.90% อันดับ 3 ยังไม่ตัดสินใจ 13.13% อันดับ 4 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 5.78% อันดับ 5 คมสัน พันธุ์วิชาติกุล 3.07% อันดับ 6 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี 1.30% อื่น ๆ ได้แก่ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, ผู้สมัครพรรค ปชป. 1.12% 3. คน กทม.คิดว่าจะเลือก สก. จากพรรคใด อันดับ 1 พรรคประชาชน 40.13% อันดับ 2 ผู้สมัครอิสระ 21.23% อันดับ 3 ยังไม่ตัดสินใจ 19.46% อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ 7.91% อันดับ 4 พรรคเพื่อไทย 7.91% อันดับ 6 พรรคภูมิใจไทย 2.89% อันดับ 7 พรรคทางเลือกใหม่ 0.47%

ด้าน “ดร.พรพรรณ บัวทอง” ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าคะแนนนิยมของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังนำค่อนข้างชัด จากภาพจำด้านการบริหารเมืองที่ยังครองใจคนกรุง ขณะที่โจทย์สำคัญของผู้สมัครคือ การตอบความคาดหวัง และเปลี่ยนเสียงสะท้อนของประชาชนให้เป็นการแก้ปัญหาในพื้นที่ได้จริง เพื่อทำให้ กทม. เป็นเมืองหลวงที่ “อยู่ได้จริง” และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
คำถามคือจนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะมีผู้สมัครรายไหน สามารถพลิกกลับมาช่วงชิงชัยชนะเหนือ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้จะไร้สีสันมากที่สุด
มาตามนัด “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงความคืบหน้าการยกร่างคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า คำร้องเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ยังต้องรอให้พรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ ที่จะมาร่วมลงชื่อ ได้มีโอกาสเห็นคำร้องด้วย ซึ่งเบื้องต้นตั้งเป้าไว้ว่า ภายในวันที่ 11 พ.ค. 2569 จะมีการยื่นคำร้องดังกล่าว ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถามว่า เหตุใดพรรค ปชน.ไม่ใช้ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายณัฐพงษ์ ระบุว่า สิ่งที่พรรค ปชน.ระมัดระวังมาตลอด คือการป้องกันไม่ให้ศาล รธน.ใช้อำนาจในการขยายขอบเขตอำนาจเขตแดนของตัวเอง หากคำร้องเขียนไม่รัดกุมเพียงพอ แม้ศาล รธน.จะวินิจฉัยเป็นคุณ ในสิ่งที่มีการร้อง เช่น หากให้ พ.ร.ก.นี้ สิ้นผล แต่เหตุผลที่ศาล รธน.ประกอบคำวินิจฉัย อาจจะมีผลผูกพันต่อรัฐบาลต่อไป ที่มีความจำเป็นที่จะต้องตรา พ.ร.ก.ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาได้ การเขียนคำร้องของพรรค ปชน.เหมาะสมมากที่สุด

เมื่อถามถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ บอกว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง ทำให้ฝ่ายค้านมั่นใจได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วิธีการรับผิดชอบที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้สภาได้มีโอกาสตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปตราเป็น พ.ร.ก. เหมือนเป็นการตีเช็คเปล่า ที่ไม่มีรายละเอียดข้างในให้เห็นเลย ขอให้นำเงินกู้ส่วน 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ไม่เร่งด่วน ก็นำมาเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติจะดีกว่า
จากนี้ไปต้องรอคำวินิจฉัยของศาล รธน. ซึ่งหากชี้ว่า ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดกับ รธน. ย่อมมีผลกระทบรัฐบาล และคงมีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบทางการเมืองแน่ๆ.
“ทีมข่าวการเมือง”



