สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ว่า เมตา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก และยูทูบ เป็นจำเลยร่วมในการพิจารณาคดีครั้งสำคัญ ซึ่งอาจกำหนดบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อสังคมออนไลน์ จงใจออกแบบแพลตฟอร์มที่ทำให้เด็กเสพติดหรือไม่
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือ การแยกแยะความแตกต่างระหว่างการเสพติดทางคลินิก กับการใช้งานที่เป็นปัญหา” มอสเซรี กล่าว “ผมแน่ใจว่า ผมเคยพูดว่าผมติดซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ แบบดูรวดเดียวจนดึกดื่นในคืนหนึ่ง แต่ผมไม่คิดว่ามันเหมือนกับการเสพติดทางคลินิก”
อย่างไรก็ตาม นายมาร์ก ลาเนียร์ ทนายความฝ่ายโจทก์ โต้แย้งประเด็นนี้ในทันที โดยเน้นย้ำว่า พยานไม่ได้จบการศึกษาระดับปริญญาด้านการแพทย์หรือจิตวิทยา ส่งผลให้มอสเซรีตอบกลับว่า เขาใช้คำดังกล่าวอย่างไม่ระมัดระวังเกินไป
Adam Mosseri, the head of Meta's Instagram, testified Wednesday during a landmark social media trial in Los Angeles that he disagrees with the idea that people can be clinically addicted to social media platforms.https://t.co/vvSJOXrjJ7 pic.twitter.com/VSO6VIwWTS
— Yahoo News (@YahooNews) February 12, 2026
อนึ่ง การเสพติดเป็นประเด็นสำคัญของการพิจารณคดีนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ข้อกล่าวหาว่า น.ส.คาลีย์ จี.เอ็ม. อายุ 20 ปี ได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างรุนแรง หลังเสพติดสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ยังเด็ก โดยเธอเริ่มใช้ยูทูบเมื่ออายุ 6 ขวบ และสมัครใช้อินสตาแกรมเมื่ออายุ 11 ขวบ ก่อนเปลี่ยนไปใช้สแนปแชตและติ๊กต็อก ในอีก 2 หรือ 3 ปีต่อมา
ด้านทนายความของเมตา ให้เหตุผลในคำแถลงเปิดการพิจารณาคดีว่า ความทุกข์ทรมานที่โจทก์ประสบนั้น เกิดจากบริบทครอบครัวของเธอ และไม่สามารถนำมากล่าวโทษการใช้งานอินสตาแกรม หรือสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ ได้
นอกจากนี้ มอสเซรียังโต้แย้งความคิดที่ว่า เมตามีแรงจูงใจจากแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าความปลอดภัย โดยเขากล่าวว่า การปกป้องผู้เยาว์ในระยะยาวนั้น เป็นผลดีต่อธุรกิจและผลกำไร.
เครดิตภาพ : REUTERS



