สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ว่าประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ต่อที่ประชุมความมั่นคงมิวนิก (เอ็มเอสซี) ที่เมืองมิวนิก ว่ากระบวนการเจรจาสันติภาพที่สหรัฐพยายามผลักดัน โดยเฉพาะจากรัฐบาลวอชิงตันชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เขารู้สึกว่า “น้ำหนักของคำว่าการยอมอ่อนข้อ มักจะพุ่งเป้ามาที่ยูเครนเพียงฝ่ายเดียว”


เซเลนสกีกล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์วนกลับมาพูดเรื่องนี้บ่อยมาก และบ่อยครั้งที่การคุ้มครองหรือการลดเงื่อนไขเหล่านั้นถูกหารือเฉพาะในบริบทที่ยูเครนต้องทำ แต่ “ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียต้องทำ” โดยยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลเคียฟ “พยายามยืดหยุ่นจนถึงที่สุดแล้ว” แต่รัสเซียไม่มีความจริงใจในการเจรจา โดยเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะเจรจาบ่อย ซึ่งยูเครนมองว่า เป็นกลยุทธ์เพื่อให้กระบวนการล่าช้า และรอเวลาสร้างความได้เปรียบในสนามรบ


ทั้งนี้ ประเด็นที่ยังคงเป็นจุดแตกหักสำคัญในการเจรจา ยังคงเกี่ยวข้องกับดินแดนในภูมิภาคดอนบาส หรือภาคตะวันออกของยูเครน โดยเฉพาะที่แคว้นโดเนตสก์และลูฮันสก์


เซเลนสกีกล่าวว่า “การแบ่งแยกยูเครนเพื่อจบสงครามเป็นเพียงภาพลวงตา” และเปรียบเทียบว่าเหมือนกรณีของเชโกสโลวาเกีย ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดสันติภาพจริง และกล่าวว่า การที่ตอนนี้ชาติยุโรปไม่มีบทบาทกับการเจรจา ถือเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” และเรียกร้องให้ยุโรปกลับมามีส่วนร่วมมากกว่านี้


เกี่ยวกับประเด็นหลักประกันความมั่นคง สหรัฐเสนอให้เป็นเวลา 15 ปี แต่ผู้นำยูเครนกล่าวว่า ควรมากกว่านั้นคือ 20-50 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่ารัสเซียจะไม่กลับมาบุกซ้ำอีกในอนาคต และทิ้งท้ายว่า ยูเครนพร้อมแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่มีเงื่อนไขคือ “การหยุดยิงที่แท้จริง” และได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย พร้อมทั้งย้ำว่า รัฐบาลเคียฟไม่ยอมรับข้อตกลงใดก็ตาม ที่ทำให้ยูเครน “เสียศักดิ์ศรี”.

เครดิตภาพ : REUTERS