สัปดาห์นี้ยังต้องตามมาลุ้น ในที่สุด “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเชิญ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) มาหารือถึงการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ หลังพรรคแกนนำรัฐบาล ได้รวมเสียงพรรคภท. 193 เสียง พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 เสียง และพรรคเล็กทั้งหมดที่มีทั้งสิ้น 35 เสียง ยกเว้นพรรคไทยภักดี 1 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง และพรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง ทำให้มีเสียงพรรคเล็กร่วมรัฐบาล 27 เสียง แม้หัวหน้ารัฐบาลจะระบุว่า จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาหารือ ไล่ตั้งแต่พรรคที่ได้เสียงมากที่สุด ต่อจากพรรค ภท. โดยพรรคประชาชน (ปชน.) ได้มาเป็นลำดับ 2 แต่เนื่องจากพรรคส้ม ประกาศขอเป็นฝ่ายค้าน จึงเชิญพรรค พท.มาหารือก่อน จากนั้นจะเป็นคิวของพรรค กธ. เพียงแต่ว่าสัญญาณที่ออกมาจากพรรคสีน้ำเงิน เหมือนมีปัญหาทางใจ และอาจทำให้เกิดปัญหาร่วมงานกันในอนาคต

หลังมีข่าวว่า ภท.ต้องการให้ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรองนายกฯ ควบตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตจากกระทรวงเกษตรฯ สอดคล้องกับการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ ไปในทิศทางเดียวกัน จึงจำเป็นต้องให้กระทรวงเกษตรฯ ที่ “ร.อ.ธรรมนัส” รับผิดชอบอยู่ในขณะนี้ มาอยู่ในโควตาของพรรค ภท. แต่มีข่าวว่า “ร.อ.ธรรมนัส” ยังไม่ยินยอม ต้องการยึดโควตาเดิม ทำให้พรรค ภท.จำเป็นต้องเปิดตัวพรรค พท.และพรรคเล็กอื่นๆ เพื่อกดดันให้พรรค กธ.ยอมคายเก้าอี้ อีกทั้งหลายๆ กลุ่มในพรรค ภท.ก็ไม่ค่อยพอใจพรรค กธ.ที่เดินเกมการเมืองเจาะฐานของพรรค ภท.ในหลายพื้นที่ ซึ่งในที่สุดเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนายอนุทินจะตัดสินใจอย่างไร แต่อย่าลืมว่า พรรค กธ. เป็นพรรคการเมืองแรกที่แยกตัวมาสนับสนุน “นายอนุทิน” เป็นนายกฯ ในช่วงฝ่ายบริหารชุดที่ผ่านมา

ในที่สุด ถ้าพรรค ภท.ต้องการได้กระทรวงเกษตรฯ “ร.อ.ธรรมนัส” จะยอมหรือไม่ เพราะช่วงที่ผ่านมา ผู้กองคนดังได้ทำหน้าที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มาเป็นเวลายาวนาน ยิ่งพรรค กธ. ได้ สส. 58 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นจำนวนไม่น้อย แม้จะปล่อยให้พรรคสีเขียว ไปทำงานในฐานะฝ่ายค้าน อาจไม่เป็นเนื้อเดียวกับพรรคส้มก็ตาม

ยังไม่จบง่ายๆ หลังจาก “น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ” หรือ “แก้วตา” อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาเปิดเผยว่า พรรค ปชน. มีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ ไอโอ ในการทำงานพรรค โดยว่าจ้างบริษัทที่มีชื่อว่า “สเปกเตอร์ ซี” ที่อยู่ชั้น 4 ตึกอนาคตใหม่ จนเรื่องลุกลามบานปลาย มีการตอบโต้กันระหว่าง “แก้วตา” กับบรรดาอดีตสมาชิกพรรคส้ม โดย “นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ไม่ว่าองค์กรใดก็ไม่ควรเป็นแพะรับบาปให้กับคนที่พังตัวเองด้วยสารเสพติด” ทำให้มีคนเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ต่อมา น.ส.ธิษะณาได้แชร์โพสต์ดังกล่าวของนางอมรัตน์ พร้อมระบุว่า “เตรียมตัวรับหมายศาลค่ะ ฟ้องถึงที่สุด อีแก่ไร้จิตสำนึก”

ด้าน “นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” หัวหน้าพรรครักชาติ (รช.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการไอโอ ในโซเชียลมีเดีย  ว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นการแถที่ขัดกับความเป็นจริง วันนี้สังคมรับรู้กันถ้วนหน้าว่ามีการใช้ไอโอ เข้าไปยุยงปลุกปั่น สร้างความเกลียดชัง และบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง รวมถึงทำลายคู่แข่ง กกต. ต้องเร่งตรวจสอบค่าใช้จ่ายแฝง โดยการทำไอโอ ไม่ได้ทำฟรี ๆ แต่มีการจ้างคน มีการซื้อสื่อโฆษณา และมีการจ่ายเงินจำนวนมหาศาล หากพรรคใดไม่ได้แจ้งงบประมาณส่วนนี้ในบัญชีค่าใช้จ่ายหาเสียง ถือว่ามีความผิดชัดเจน และอาจนำไปสู่การให้ใบแดง หรือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ทันที เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

“กกต.ควรจะตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย เพราะการใช้โซเชียลมีเดียหาเสียง ต้องมีการจ้างคน มีการซื้อสื่อโฆษณา มีการจ่ายเงินจำนวนมากนะครับ ซึ่งอันนี้ต้องแจ้งมาในค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งด้วย ถ้าแจ้งไม่ครบหรือไม่แจ้งทั้งหมด ก็มีความผิด หรือถ้าแจ้งแล้ว เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ก็ถือว่าผิดกฎหมาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องไปดู” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ  ยังกล่าวถึงกรณีการเข้าตรวจสอบออฟฟิศ “สเปกเตอร์ ซี” ที่ถูกสงสัยว่าเป็นฐานปฏิบัติการไอโอ  ว่าเป็นเรื่องที่ตลกและน่าสงสัย ที่จู่ ๆ ออฟฟิศกลับปิดหนีและเอาผ้าคลุมอุปกรณ์ไว้ เมื่อมีคนไปตรวจสอบ  ซึ่งจริง ๆ เค้าน่าจะให้ไปตรวจสอบว่ามีคนจริง ๆ อยู่หรือไม่ ทำงานอย่างไร ให้มีการพูดคุยกับนักข่าวหรือสื่อมวลชนด้วย จะได้เข้าใจว่าจริง ๆ ทำงานอะไร  ไม่ใช่ปิดหนีเลย อันนี้ก็ยิ่งน่าสงสัย ในฐานะอดีตรัฐมนตรีที่คลุกคลีกับงานด้านดิจิทัล ว่า รอยนิ้วมือทางดิจิทัลไม่มีทางลบเลือน การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หมด ว่า โพสต์มาจากจุดไหน อาคารใด หรือหน่วยงานใด พร้อมท้าให้เจ้าหน้าที่ลากตัวการที่ฟีดข้อมูล ไอโอออกมาแฉให้ชัดเจน ต่อหน้าประชาชน

“ขอเตือนถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และกลุ่มผู้ใช้นามแฝง ว่า การใช้บอตหรือแอคเคานท์อวตาร มาปั่นกระแสการเมืองนั้น เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐต้องเข้ามาจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย” อดีต รมว.ดีอี กล่าวเตือน

ข้อครหาที่ “พรรค ปชน.” มีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร “ไอโอ” ในการทำงานพรรค คงไม่จบง่าย ๆ เชื่อว่า ฝ่ายตรงข้ามต้องหาช่องทางในการขุดคุ้ย เพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม อีกทั้งต้องรอ “น.ส.ธิษะณา” จะมีข้อมูลเพิ่มเติมอะไร และจะส่งผลกระทบกับพรรคส้ม ยิ่งก่อนหน้านี้เวลามีใครวิพากษ์วิจารณ์พรรค ปชน. ในโลกออนไลน์ มักถูกโจมตีอย่างสาดเสียเทเสีย เหมือนการจัดตั้งกันมา

“ทีมข่าวการเมือง”