พระพรหมวชิราทร เจ้าคณะภาค 13 เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมอบรมหรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ ประจำปี 2569 ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 13 (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด) ที่ วัดโคกขี้หนอน ต.โคกขี้หนอน อ.พานทอง จ.ชลบุรี พร้อมทั้งกล่าวสัมโมทนียกถา ว่า ตามที่ประชุมสมัชชามหาคณิสสร ได้กำหนดการฝึกซ้อมอบรมหรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ รุ่นที่ 59 ประจำปี 2569 ในวันที่ 18-23 ก.พ. ณ ศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา กรุงเทพฯ นั้น ภาค 13 จึงกำหนดฝึกซ้อมอบรมหรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ ในวันที่ 15 – 17 ก.พ. รวม 3 วัน ณ วัดโคกขี้หนอน โดยมอบให้พระเทพวชิรปัญญาภรณ์ ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เป็นประธานกรรมการฝึกซ้อมอบรมหรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ ทั้งนี้พระอุปัชฌาย์ หมายความว่า พระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการให้บรรพชาอุปสมบท ตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่17 (พ.ศ.2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์ โดยพระอุปัชฌาย์นั้น จะต้องปฏิบัติตามจริยาพระอุปัชฌาย์โดยเคร่งครัด คือ ต้องเอื้อเฟื้อ สังวร ประพฤติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีของสัทธิวิหาริก

เจ้าคณะภาค 13 กล่าวต่อไปว่า โดย 1.ต้องเอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีน้ำใจที่จะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายด้วยความยินดี โดยยอมรับปฏิบัติด้วยความเต็มใจ และเห็นแก่พระธรรมวินัยและกฎหมาย มากกว่าความสะดวกสบายส่วนตัว ไม่คิดที่จะล่วงละเมิด ไม่คิดโต้แย้ง หรือไม่หาเหตุที่จะออกนอกลู่นอกทางแห่งพระธรรมวินัยและกฎหมาย 2.สังวรในพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด สำรวมระวังในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อมิให้เกิดความเสียหาย หรือข้อบกพร่อง เหนี่ยวรั้งจิตใจไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่แบบมักง่าย เพียงเพื่อให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้น มีสติระวังตัวกลัวผิดพลาดอยู่เสมอในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ 3.ประพฤติตามพระธรรมวินัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติหน้าที่ไปตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมวินัยและกฎหมาย ยึดหลักนั้นๆ เป็นแนวปฏิบัติไปตามลำดับ ไม่ตัดลัดขั้นตอนด้วยความมักง่ายหละหลวม อันอาจทำให้เกิดความผิดพลาด บกพร่อง และวิบัติได้

พระพรหมวชิราทร กล่่าวด้วยว่า การเอื้อเฟื้อ สังวร และ ประพฤติ ตามพระธรรมวินัยและกฎหมายนี้ มิใช่จะปฏิบัติเฉพาะในขณะที่ทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์เท่านั้น แม้หลังจากนั้น พระอุปัชฌาย์จะต้องมีสติระวังตน ปฏิบัติตัวให้อยู่ในระเบียบแบบแผนต่าง ๆ ที่เราเรียกว่า อาจาระบ้าง วัตรปฏิบัติบ้าง โดยเคร่งครัดเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสัทธิวิหาริกและพระภิกษุสามเณรทั่วไป เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ ย่อมควรแก่การสรรเสริญและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้ชื่อว่ามีพระวินัยที่ได้ศึกษามาอย่างดีแล้ว สมด้วยพระบาลีว่า “วินโย นาม พุทฺธสาสนสฺส อายุ วินเย เต พุทฺธสาสนํ ตํ โหติ แปลความว่า พระวินัยเป็นอายุ ของพระพุทธศาสนา เมื่อพระวินัยดำรงอยู่ พระพุทธศาสนาย่อมดำรงอยู่ ดังนี้”พระวินัย คือหลักปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์ เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ได้ หากพระวินัยเสื่อมไป พระพุทธศาสนาก็จะเสื่อมไปด้วย เปรียบเหมือนอายุของพระพุทธศาสนา ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยพระวินัยนั่นเอง