ภายหลังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 4 ปี 68 ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการลงทุนรวมที่เร่งตัวขึ้นชัดเจน ขยายตัว 8.1% แบ่งเป็นการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 6.5% และการลงทุนภาครัฐเร่งตัวแรงถึง 13.3% ส่งผลให้จีดีพี 68 ขยายตัว 2.4% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในปี 67  ดีกว่าเดิมที่คาดการณ์ 1.7%

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภายหลังสภาพัฒน์ฯ แถลงจีดีพีปี 68 ขยายตัวได้ 2.4% จากการส่งออก บริโภค และการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ในไตรมาสที่4 ปีก่อน จีดีพีขยายตัวได้ถึง 2.5% คาดปี 2569 GDP ขยายตัวต่อเนื่องในกรอบ 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง2%) ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลงานของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่สามารถประคองเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเวลาจำกัด ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

นายเกรียงไกรระบุว่า ภาพรวม GDP ทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% สูงกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 2.2% สะท้อนถึงความสามารถของทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนนโยบายในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการเร่งรัดการลงทุน การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการคนละครึ่ง พลัส วงเงินกว่า 80,000 ล้านบาท ซึ่งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และฉุดเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเสี่ยงชะงักงันในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2569 ประธาน ส.อ.ท. ยอมรับว่าเป็น “ปีที่หนัก” ของเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินของทั้ง International Monetary Fund และ World Bank ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่ กกร. ประเมินกรอบการเติบโตไว้ที่ 1.6-2.0% ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และต้องอาศัยการบริหารนโยบายที่แม่นยำมากขึ้น

เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามระดับ 1.6% ไปสู่เป้าหมาย 2.0% ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ นายเกรียงไกรเสนอว่าจำเป็นต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดหลัก “ถูกฝาถูกตัว” คือการนำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากการเมืองมีความนิ่ง ไม่มีปัจจัยรบกวนจากภายนอก จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วจากทิศทางตลาดหุ้นที่เริ่มขานรับในเชิงบวก

ในมุมมองระยะ 4 ปี ประธาน ส.อ.ท. แสดงความเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ครบวาระ และมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตแบบขั้นบันได โดยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตราว 2% ก่อนขยับเป็น 3% และ 4% ในช่วงปี 2570–2571 และมีโอกาสเห็น GDP แตะระดับ 5% ในช่วงปลายอายุรัฐบาลราวปี 2572

เป้าหมายสำคัญ คือการปลดล็อกประเทศไทยจากฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) และกลับมาเป็น “Strong Man” ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าคำคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าไทยอาจหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของภูมิภาคในปี 2030 นั้นไม่เป็นความจริง โดยไทยควรกลับมาอยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 ของภูมิภาคให้ได้

ทั้งนี้ นายเกรียงไกรย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องเดินควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยหากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว

หอการค้าไทยหนุนรัฐลุยปั๊มเศรษฐกิจต่อเนื่อง

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่สภาพัฒน์ฯ (สศช.) รายงานตัวเลขจีดีพี ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 1.9%  เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าแบบปรับฤดูกาล ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเร่งตัวขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายภายใต้การบริหารของรัฐบาลท่านอนุทิน จากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2

ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 2.4%  สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% สะท้อนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของ รัฐบาลท่านอนุทิน โดยเฉพาะการกำกับนโยบายเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้เร่งรัดมาตรการสำคัญในช่วงไตรมาสที่ 4 อย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง มาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” การเร่งรัดการลงทุนผ่าน BOI การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการเร่งงบลงทุนต่างๆอีก เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีผลจากที่ ท่านศุภจี  สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนอกจากช่วยสนับสนุนเจรจากับสหรัฐ แล้วยังขยายตลาดต่างประเทศรวมถึงเจรจากับประเทศจีนด้วย และ ท่านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ชายแดน รวมถึงนำ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นกลไกหลักในการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลกระหว่างประเทศอย่างโดดเด่น  ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เสริมความเชื่อมั่น และสร้างแรงส่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึง ในด้านการผลิต ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นตัว

หอการค้าไทยเห็นว่า โมเมนตัมเชิงบวกที่เกิดขึ้นควรได้รับการต่อยอดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการประชุม คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ร่วมกับภาคเอกชน อย่างสม่ำเสมอทุกสัปดาห์ เพื่อกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ ติดตามตัวชี้วัดสำคัญแบบชัดเจน และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน

จี้รักษาแรงส่งการบริโภค – ลงทุน

สำหรับแนวโน้มปี 2569 ที่ สภาพัฒน์ปรับเพิ่มประมาณการมาอยู่ที่ 2% แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์การค้า ค่าเงินบาท แต่หากรัฐบาลสามารถรักษาแรงส่งจากการบริโภค การลงทุน และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในระยะต่อไป ภาคเอกชนเห็นความสำคัญของ ประเด็นยุทธศาสตร์ เช่น การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและวินัยการเงินการคลังควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง ซึ่งทางหอการค้าฯ ได้มีการเตรียมหารือกับ BOI เพื่อสนับสนุนในส่วนนี้  นอกจากนั้นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME และภาคการส่งออก เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกลับมา และสุดท้ายการเสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผ่านความชัดเจนเชิงนโยบายที่จะออกมาเมื่อจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย ซึ่งประเทศไทยยังมีโจทย์ที่ต้องร่วมมือกันอีกเยอะเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวรับมือเศรษฐกิจโลกที่ปรับเปลี่ยนตลอด