กลายเป็นงานแต่งที่ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดในช่วงต้นปี 2569 สำหรับงานวิวาห์ของหมอลำสาวตัวแม่ “แพรวพราว แสงทอง” และพระเอกลิเกหนุ่ม “ซัน วงศธร” ที่แม้ภาพบรรยากาศจะดูชื่นมื่นด้วยสินสอดตัวเลขมงคลกว่า 3.3 ล้านบาท แต่กลับมีควันหลงดราม่าตามมาเป็นพรวน จนล่าสุดทั้งคู่ต้องขอออกมาชี้แจงผ่านรายการ คุยแซ่บshow แบบหมดเปลือกเลยทีเดียว

โดย แพรวพราว ได้เผยว่า “เพิ่งแต่งงานกันไป ตอนนี้สรรพนามเรียกกันก็มีคุณสามีภรรยาบ้างค่ะ (หัวเราะ) แต่บางทีก็เขิน (ซัน: เราก็ใช้เหมือนเดิมแหละครับ ก็มีบางช่วงบางตอนที่เราเรียกเขาคุณภรรยาบ้าง บางทีก็ที่รัก บางทีก็ตัวเอง) บางทีก็เธอกับฉัน ส่วนบรรยากาศงานแต่งงานวันนั้นเป็นอะไรที่อบอุ่นมาก มีญาติพี่น้อง แล้วก็แฟนคลับที่รักและให้กำลังใจตั้งแต่ทำงานร่วมกัน แล้วก็เชียร์ให้เป็นคู่จิ้นกัน ทุกคนก็มารวมกันในวันนั้นค่ะ ส่วนตัวเลขสินสอดเป็นตัวเลขมงคล 3,366,366 ก็ดูตามวันเกิดค่ะ ซันเกิดวันพุธกลางคืน แพรวพราวเกิดวันศุกร์ ก็เลยดูเลขที่มันเป็นมงคลที่ใช้ร่วมกันได้ เป็นเลขที่แพรวกับซันใช้ร่วมกันได้ จะเป็นเลข 3 ก็ได้ หรือเลข 6 ก็ได้ ก็เลยลงเอยที่เลขนี้

ส่วนสาเหตุที่เลือกแต่งงานกับคนนี้ คือที่จริงเลยตั้งแต่แรกๆ ที่เราคุยกัน เราก็รู้สึกว่าถ้าเขาไม่รักลูกเรา อยู่กับลูกไม่ได้ คือแรกๆ เขากลัวดราม่า คือเกรงใจเราว่าเรามีลูกสองคน พอเขาเข้ามาเขาก็กลัวว่าคนจะมองไปต่างๆ นานา ก็อย่างเช่นที่เห็นดราม่าทุกวันนี้แหละค่ะ เหมือนเขาไม่กล้าที่จะก้าวขาเข้าไป เราก็รู้สึกว่าเราไม่โอเคถ้าเขาเข้ากับลูกเราไม่ได้ แต่พอวันหนึ่งเขาตัดสินใจกล้าเข้าหาเด็ก พอเราเห็นว่าเขารักลูกเรา เขาให้ความสำคัญกับเราและลูก มันก็เลยเปิดใจและกล้าตัดสินใจที่จะให้เขาเข้ามาเป็นคนในครอบครัว คือหลักๆ ถ้าเขาไม่แสดงถึงความจริงใจกับเรา เราก็คงไม่มีวันนี้

ถามว่าดราม่าเยอะขนาดนี้ เราจะมีวิธีบอกลูกยังไงหากเขาโตขึ้นและเห็นข่าว ดราม่าที่เกิดขึ้นทำให้รู้เลยว่าจะรับมือยังไง หนึ่งคือรับมือด้วยตัวเองและโซเชียล และเรามีแนวทางจะไปบอกไปสอนลูกว่าหนูจะอยู่ในสังคมดราม่ายังไง เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าโตมายังไงเขาก็ต้องรู้และเห็น ทุกๆ อย่างจะพูดตรงๆ แต่จะแทรกการสอนแบบมีเหตุมีผล และให้โฟกัสปัจจุบันและครอบครัวเป็นหลัก”

ซัน เผยต่อว่า “สำหรับดราม่าคือมีเยอะมาก ส่วนเรื่องสินสอดของฝ่ายชายว่าเป็นของจริงหรือเปล่า หรือเอาของฝ่ายหญิงมา ผมเชื่อว่าทุกคู่ที่แต่งงานกัน ผู้ชายทุกคนก็ต้องมีการทำงานของตัวเองเป็นหลักอยู่แล้ว ตัวผมเองก็มีหน้าที่การงานทางลิเก ค่อนข้างที่จะเป็นนักร้องมาด้วย ก็มีจำนวนเงินจำนวนหนึ่งที่เราเก็บเอาไว้ แล้วพอเรามาอยู่ร่วมกันเราก็มีเงินเก็บของพวกเราด้วยกันส่วนหนึ่ง และเราก็ยังมีของคุณพ่อคุณแม่ด้วย มีสมบัติที่พวกเราเก็บเอาไว้

ผมว่าสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องไปอธิบายให้ใครฟังเยอะแยะ สุดท้ายแล้วผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราทำกับเขา ที่ทำจากใจของเรา ยืนยันว่าเป็นของส่วนเรา แล้วก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่ผมด้วย คุณพ่อคุณแม่เอาทองมาตรงนี้ผมก็อยู่ด้วย เราก็ถ่ายรูปกันไว้ คนที่ไม่ได้รักเราเขามองมาเขาก็มีสิทธิ์คิดได้ เราก็คิดไว้อยู่แล้ว แต่เราก็ภูมิใจในสิ่งที่ทำ เขารู้ เราพอก็พอแล้ว

ส่วนดราม่าเล่นโทรศัพท์กลางพิธีสวมแหวน คือเรื่องคอมเมนต์วิจารณ์มันเป็นสิทธิ์ของเขา วินาทีนั้นเป็นช่วงที่จะไลฟ์สด ช่วงที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคือผ้าที่ผมใส่โจงกระเบนเวลานั่งพับเพียบมันจะหลุด ถ้าลุกขึ้นกลัว “ลูกชาย” จะออกมา (หัวเราะ) เลยเอาโทรศัพท์มาพิมพ์บอกว่ามันใส่ไม่ได้ (แพรวพราว: เราแทบไม่จับโทรศัพท์กันเลย เขากระซิบบอกว่ามันจะหลุดแล้วนะ)

คือทุกคนมีสิทธิ์คอมเมนต์ เราก็ขอโทษ มันมีเหตุและผล ส่วนคนที่อคติไม่รักกันจะวิพากษ์วิจารณ์ก็ได้ แต่ให้นึกถึงใจเขาใจเราในผลกระทบที่ต้องเจอ ส่วนเรื่องหอมแก้มเด็กน้อยผิดจุด ผมว่ามุมมองแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมยืนยันว่ามีความรักบริสุทธิ์ให้กับเด็กแน่นอน ถึงแม้ตัวเราเองไม่ใช่สายเลือดที่ให้กำเนิด แต่ผมรักเหมือนลูกและให้เกียรติพื้นที่ตรงนั้น สิ่งที่ออกไปหากไม่เหมาะสมสำหรับหลายๆ คนก็ขอโทษที่ทำลงไป แต่อีกมุมหนึ่ง ณ ตอนนั้นเราแสดงออกด้วยความรัก แต่พอมานั่งคิดอีกมุมมันก็ไม่ควรจริงๆ ครับ”