เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ก.ค. นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เดินทางเข้ายื่นข้อมูลและเอกสารต่อ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ที่กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8 เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีต้องสงสัยเกี่ยวกับการออกสูติบัตรให้บุตรของชาวจีน

นายปิยรัฐ ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับคดี “พ่อทิพย์” ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของ สน.บางยี่เรือ แต่มีพฤติการณ์บางประการที่คล้ายคลึงกัน และเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

โดยกรณีที่นำมายื่นตรวจสอบ เป็นกรณีที่บิดาและมารดาเป็นชาวจีน เดินทางมาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ฝั่งพระนคร ก่อนมีการยื่นขอออกสูติบัตร แต่พบข้อสงสัยเกี่ยวกับเอกสารประกอบการแจ้งเกิดที่ไม่ครบถ้วน รวมถึงผู้ดำเนินการแจ้งเกิดเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ไม่ใช่บิดาหรือมารดาของเด็ก

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากข้าราชการรายหนึ่ง ซึ่งพบความผิดปกติในกระบวนการและเกิดความไม่สบายใจ จึงนำข้อมูลมาร้องเรียนผ่านตน ก่อนประสานส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พฤติการณ์ลักษณะดังกล่าว อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแห่งเดียว และอาจมีความจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในหลายพื้นที่

สำหรับเอกสารที่นำมายื่น พบว่ามีการระบุชายไทยเป็นบิดาของเด็ก แต่บุคคลดังกล่าวไม่ได้ปรากฏตัวทั้งในวันที่แจ้งเกิดและขั้นตอนการดำเนินการขอเอกสารราชการอื่น ๆ จึงยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

นายปิยรัฐ ระบุว่า ขณะนี้มีหลักฐานชัดเจนใน 1 กรณีที่มีการออกสูติบัตรแล้ว จึงนำส่งให้ตำรวจดำเนินการตรวจสอบ แต่เชื่อว่าหากพบว่ามีรูปแบบเดียวกัน อาจสะท้อนว่ามีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในลักษณะดังกล่าวมากกว่าหนึ่งกรณี

ทั้งนี้ นายปิยรัฐ เปิดเผยว่า จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สืบสวนรวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ พบเบาะแสเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งมากกว่า 160 ราย จึงเห็นว่าควรมีการตรวจสอบโรงพยาบาลหรือหน่วยงานอื่นที่อาจมีลักษณะการดำเนินการในรูปแบบเดียวกัน

นายปิยรัฐ ยังกล่าวว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิด ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานเขต และมีนายทะเบียนเป็นผู้พิจารณาลงนามออกเอกสาร จึงควรตรวจสอบทั้งระดับผู้ปฏิบัติและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง

พร้อมยกแนวทางของกรมการปกครอง ระบุว่า กรณีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นชาวต่างชาติ จะต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยนายทะเบียนก่อนดำเนินการออกสูติบัตร หากไม่มีการดำเนินการตามขั้นตอน อาจต้องตรวจสอบว่าการอนุมัติดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบหรือไม่

นายปิยรัฐ กล่าวว่า ลักษณะดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับคดี “พ่อทิพย์” ในแง่รูปแบบการดำเนินการ แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นคนละกลุ่มกัน พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้ตนติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการสวมสิทธิ การใช้บุคคลไทยถือหุ้นแทนในธุรกิจนอมินี และการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ก่อนจะได้รับข้อมูลร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ช่องทางด้านสถานะบุคคลและสิทธิความเป็นพลเมือง จึงนำหลักฐานส่งให้ตำรวจตรวจสอบ

ส่วนกรณีเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่นั้น นายปิยรัฐ ระบุว่า ต้องรอการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ แต่หากพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากและมีการดำเนินการเป็นระบบ อาจสะท้อนถึงลักษณะการกระทำที่เป็นขบวนการ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านกฎหมายและระบบทะเบียนราษฎร

ภายหลังการยื่นข้อมูล นายปิยรัฐ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้นำรายชื่อชายไทยที่ปรากฏในเอกสารไปตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีการแจ้งเกิดเด็กอีก 1 ราย รวมเป็น 2 ราย และอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม