ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีหน้าที่ในการจัดการมูลฝอยกว่า 9,000 ตันต่อวัน ครึ่งหนึ่งของขยะทั้งหมดเป็นขยะเศษอาหารที่ต้องแยกออกมาตั้งแต่ต้นทาง กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธ์ ขับเคลื่อนนโยบายแยกขยะในโครงการ“บ้านนี้ไม่เทรวม แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” ประชาชนที่อาศัยให้การตอบรับกับโครงการนี้จากภาคครัวเรือนลงทะเบียนแล้วแตะ 1 ล้านครัวเรือน จากทั้งหมด 3 ล้านครัวเรือนในกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับบรรดาห้างสรรพพสินค้า ร้านอาหาร ในส่วนของคอนโดในกรุงเทพซึ่งมีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3,700 แห่งตอนนี้่เข้าร่วมโครงการฯแล้ว 1,000 แห่ง สำหรับอาคารบ้านเรือนและคอนโดที่เข้าร่วมโครงการจะเสียค่าขยะเดือนละ 20 บาท
เพื่อการสร้างต้นแบบระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพสำหรับคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานคร ให้สอดคล้องกับนโยบาย “ไม่เทรวม” และตามข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการขยะฉบับใหม่ของกรุงเทพมหานคร อันนำไปสู่การขยายผลและยกระดับมาตรฐานการจัดการขยะอย่างยั่งยืนกรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม แห่งเดนมาร์ก (The Danish Environmental Protection Agency หรือ DEPA) สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้จัดงานแถลงข่าวโครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือน ในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร ขึ้น ณ โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ เพื่อนำผลการดำเนินงานของโครงการฯ ไปพัฒนาต่อยอดและขยายผลไปยัง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงภูมิภาคอาเซียน เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืนกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม. ได้ขับเคลื่อนนโยบาย ‘ไม่เทรวม’ อย่างจริงจัง โดยยกระดับสู่การบังคับใช้ ข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยฉบับใหม่ พ.ศ. 2568 ที่ยึดหลักสากล “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) เพื่อใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์สร้างแรงจูงใจ โดยครัวเรือนที่คัดแยกขยะจะเสียค่าธรรมเนียมน้อยลง ส่วนผู้ที่ไม่คัดแยกจะต้องชำระในอัตราที่สูงขึ้น จึงนำไปสู่การริเริ่มโครงการ “บ้านนี้ไม่เทรวม แยกขยะลดค่าธรรมเนียม” ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีและมีคอนโดมิเนียมจำนวนมากแสดงความจำนงเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม แม้อาคารชุดหลายแห่งมีความตั้งใจดี แต่อาจยังขาดระบบและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับโครงสร้างอาคารสูง โครงการความร่วมมือในวันนี้จึงเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว โดยโครงการได้คัดเลือกคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขตคลองเตยและเขตวัฒนา จำนวน 10 แห่ง ที่มีบริบทหลากหลาย มาถอดบทเรียนเพื่อสร้างโมเดลต้นแบบการจัดการขยะที่หลากหลายและยืดหยุ่น ให้คอนโดมิเนียมอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต และเป็นมาตรฐานที่สามารถขยายต่อไปยังพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน และคืนสมดุลให้โลกอย่างยั่งยืน
“คอนโดจริง ๆ แล้วง่ายกว่าหมู่บ้านนะ เพราะหมู่บ้านต้องตามไปเก็บหน้าบ้าน คอนโดทุกแห่งจะมีจุดทิ้งขยะรวมอยู่แล้ว อยู่ที่การจัดการของคอนโดที่ต้องจัดแตรียมถังแยกไว้ กทม.สนับสนุนถังขยะแยกเศษอาหารให้ โดยภาพรวมแล้วคอนโดส่วนใหญ่แยกขยะรีไซเคิลอยู่แล้วโดยแม่บ้าน แต่โครงการความร่วมมือนี้ จะมาช่วยออกแบบให้แต่ละชั้นของคอนโดมีถัง สำหรับทิ้งขยะแต่ละประเภท ทำให้คนสะดวกไม่ต้องนำขยะมาทิ้งข้างล่างถ้าเป็นขยะรีไซเคิลไม่ต้องใส่ถังแต่ใส่ถุงแยกก็ได้ เพราะว่าคอนโดถ้ามีระบบที่ดี จะช่วยข้างล่างได้พอสมควร”

เอกชนไม่แยกขยะเจอค่าขยะอ่วม
นายพรพรหมกล่าวว่า ภาคเอกชนถ้าไม่แยกขยะจะโดนค่าธรรมเนียมใหม่ที่ค่อนข้างแพงจะเสียในอัตราต่อหน่วย 1 ลูกบาศก์เมตรจากเดิมจ่ายที่ 2,000 บาท ตอนนี้ต้องจ่าย 8,000 ถ้าออฟฟิคมีขยะ 10 ลูกบาศก์เมตร ต้องจ่ายเดือนละ 80,000 ดังนั้นที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นว่าห้างสรรพสินค้า โรงแรม ต่าง ๆ จะเป็นกลุ่มที่พยายามที่ลดขยะสู่หลุมฝังกลบ ซึ่งขยะเศษอาหาร กทม.จะประสานให้เกษตรกรเข้ามารับมาทำเป็นอาหารสัตว์ และเร่งปรับปรุงให้รถขนขยะของกทม.มีช่องสำหรับขยะเศษอาหารโดยเฉพาะ
กรุงเทพมหานครต้องแบกรับงบประมาณจัดการขยะสูงถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี โดยค่าจัดการขยะต่อตันอยู่ที่ประมาณ 2,300 บาท หากประชาชนร่วมมือกันคัดแยกขยะจะสามารถประหยัดงบประมาณได้หลายร้อยล้านบาทต่อปี กทม.จึงมีเป้าหมายลดปริมาณขยะให้ได้ปีละ 10% พร้อมทั้งมีแผนเปลี่ยนรถเก็บขนขยะ เป็นระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันกทม.ประสบความสำเร็จในการลดขยะจาก 9,000 ตันต่อวัน เหลือ 8,000 ตัน

"เดนมาร์ก"แยกขยะมากถึง 10 ประเภท
นายแดนนี่ อันนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทยกล่าวว่า ประเทศเดนมาร์กได้มีการ
คัดแยกขยะในครัวเรือนอย่างเป็นระบบจำนวนมากถึง 10 ประเภท ทำให้สามารถรีไซเคิลขยะได้เกือบครึ่งหนึ่ง ของขยะครัวเรือนทั้งหมด พร้อมทั้งลดปริมาณขยะ โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – เดนมาร์ก (SSC) ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะ ซึ่งมีเป้าหมายสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวอย่างเป็นธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นการนำร่องโครงการจริงและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระยะยาว
“กรุงเทพมหานครเมื่อเปรียบเทียบกับเมืองในยุโรป มีสัดส่วนของขยะอินทรีย์หรือขยะอาหารที่สูงมาก ซึ่งเกิดจากวัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน ทำให้ขยะในประเทศไทยมีความชื้นสูงกว่า อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวสามารถจัดการได้ หากมีการกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) ที่ชัดเจน โดยกรุงเทพมหานครได้เริ่มนำนโยบายคัดแยกขยะมาใช้วัดผล จากปริมาณขยะทั้งก่อนและหลังดำเนินโครงการ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการคัดแยก ซึ่งพบว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณขยะรวมลดลงและปริมาณขยะรีไซเคิลเพิ่มสูงขึ้น”

เยนส์ นีทอฟต์ ราสมุสเซน ผู้จัดการโครงการ สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งเดนมาร์ก (DEPA) กล่าว ปัจจุบันกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการขยะ ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เกิดปัญหาดังกล่าวนั้นก็คือการขาดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการขยะ จากประสบการณ์ในประเทศเดนมาร์กพบว่าการคัดแยกขยะต้องเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และเข้าถึงได้สะดวก จึงได้มีการดำเนินการจัดวางถังขยะให้ใกล้กับผู้อยู่อาศัยมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การใช้สัญลักษณ์ภาพรูปแบบเดียวกัน สำหรับขยะทุกประเภททั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนชาวเดนมาร์กได้รับสารที่ตรงกัน ความสำเร็จของสัญลักษณ์ภาพนี้ ได้รับความสนใจจากสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการจัดทำสัญลักษณ์ภาพมาตรฐานเพื่อใช้งานร่วมกันในระดับภูมิภาคของทวีปยุโรป วิสัยทัศน์ของเรา คือ การเปลี่ยน “โครงการนำร่อง” ในวันนี้ ให้กลายเป็น “มาตรฐาน” ในวันหน้า เพราะความร่วมมือของทุกคน

คอนโดผลิตขยะอาหารมากสุด
ด้าน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า “สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ในฐานะที่ปรึกษาในการดำเนินงาน “โครงการนำร่องคัดแยกขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพมหานคร” ได้ลงสำรวจพื้นที่ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลรูปแบบการบริหารจัดการขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ภายใต้โครงการฯ นำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการวางแผนพัฒนาการบริหารจัดการขยะครัวเรือนในคอนโดมิเนียมให้มีประสิทธิภาพ และให้มีความสอดคล้องกับนโยบาย “ไม่เทรวม” ตามข้อบัญญัติค่าธรรมเนียมการจัดการขยะฉบับใหม่ของกรุงเทพฯ โดยผลจากการศึกษาข้อมูลองค์ประกอบขยะมูลฝอย ของคอนโดมิเนียมที่เข้าร่วมโครงการฯ พบว่าขยะมูลฝอยที่พบมากที่สุดในถังขยะทั่วไปของคอนโดมิเนียม 5 อันดับแรก ได้แก่ “ขยะอาหาร” รองลงมา คือ “กระดาษเปื้อน” “พลาสติกแบบใช้ ครั้งเดียวทิ้ง” “พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้” และ “แก้ว” ตามลำดับ โดยเมื่อนำองค์ประกอบขยะมูลฝอยมาแยกประเภทพบว่า “ขยะทั่วไป” เป็นสัดส่วนองค์ประกอบของขยะมูลฝอยที่พบมากที่สุดร้อยละ 41 รองลงมา คือ “ขยะเศษอาหาร” ร้อยละ 35 “ขยะรีไซเคิล” ร้อยละ 21 และ “ขยะอันตราย” ร้อยละ 3 ตามลำดับ
ทั้งนี้การจัดการขยะของคอนโดมิเนียมให้มีประสิทธิภาพ อีกหนึ่งกลไกที่มีความสำคัญ คือ “การสื่อสารประชาสัมพันธ์” เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพิ่มปริมาณวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ลดปริมาณขยะที่ต้อง ส่งกำจัดปลายทาง และสร้างสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)”

"คอนโดสุขุมวิท"ต่างชาติใส่ใจแยกขยะ
ด้านจุติพร คุ้มครอง ผู้จัดการอาคารคอนโดมิเนียม Siri at Sukhumvit กล่าวว่า จากที่กทม.จะเก็บค่าขยะเพิ่ม ในฐานะฝ่ายบริหารคอนโดเจึงต้องตื่นตัวต่อเรื่องนี้ หลังจากได้รับหนังสือจากเขตเชิญชวนเข้าร่วมโครงการฯจึงตัดสินใจทันที ปกติที่คอนโดจะมีการแยกถังขยะเปียกกับขยะแห้ง แต่ลูกบ้านจะทิ้งลงถังขยะเปียกเต็มเร็วจนถังขยะไม่พอ ทำให้พ่อบ้านคอนโดต้องมาแยกขยะอีกที ทำให้เสียเวลามาก ซึ่งคอนโดมีทั้งหมด 34 ชั้น 460 ห้อง ใช้ถังขยะกว่า 30 ใบการร่วมโครงการได้รับการสนับสนุนถังขยะ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ลงได้ นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายที่ชัดเจน ซึ่งคอนโดมีต่างชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นจะแยกขยะเศษอาหารอย่างชัดเจน หรือบางทีล้างกล่องข้าวพลาสติกไว้ให้เลย แต่ที่ผ่านมามีแค่ 2 ถังทำให้ขยะไปรวมกันอยู่ดี พอมีถังขยะเพิ่มรวมทั้งหมด ขยะเปียก ขยะทั่วไป และขยะรีไซเคิล ปรากฏว่าลูกค้าแยกขยะมาให้อย่างดี พ่อบ้านไม่ไม่ต้องมาเสียเวลาแยกอีกที ทำให้ลดปริมาณขยะลงได้จากที่มีขยะเฉลี่ยวันละ16-20 ถุง หรือประมาณ 120 ลิตรเหลือ12-15 ถุง
“แต่ละปีคอนโดเสียเงินค่าขยะอยู่ที่ 48,000 บาท เฉลี่ยเดือนละ1,200 บาท ถ้าไม่แยกขยะคอนโดต้องเสียค่าขยะเดือนละ60 บาทต่อห้อง ถ้าแยกขยะจะจ่ายอยู่ที่ 20 บาทต่อห้อง นอกจากนี้ขยะรีไซเคิลยังนำมาขายได้ มีรายได้เดือนละเป็นหมื่นกลับคืนมาที่นิติบุคคล ซึ่งขวดน้ำพลาสติก เดือนหนึ่งขายได้ถึง 500 กก.และลูกค้าที่เป็นต่างชาติจะซีเรียสมากกับขยะอันตราย เขาจะนำมาฝากทิ้งที่นิติบุคคล เราจะส่งไปรษณีย์เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง” ผู้จัดการคอนโดฯบอกเล่า

ทั้งนี้ภายในงาน ภายในงานแถลงข่าวได้มีพิธีประกาศเจตนารมณ์เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างต้นแบบการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามนโยบายและแผนการจัดการมูลฝอยของกรุงเทพฯ โดยมีคอนโดมิเนียมในพื้นที่เขตคลองเตยและ
เขตวัฒนาของกรุงเทพฯ ที่เข้าร่วมภายใต้โครงการฯ จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ 1) นิติบุคคลอาคารชุด ดิ เอ็มโพริโอ เพลส
2) อาคารชุด ไอดิโอคิว สุขุมวิท 36 3) สิริ แอท สุขุมวิท 4) นิติบุคคลอาคารชุด ไอดีโอ มอร์ฟ 38 คอนโดมิเนียม
5) นิติบุคคลอาคารชุด ไซมิส สุขุมวิท 48 6) 15 สุขุมวิท เรสซิเดนเซส 7) Eight Thonglor Residences 8) โครงการ
อาคารชุด โนเบิล บี เทอร์ตี้ทรี 9) นิติบุคคลอาคารชุด เดอะเบส และ 10) เดอะ รูม สุขุมวิท 69
พร้อมกันนี้ ได้มีองค์กรภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมประกาศเจตนารมณ์อันเป็นการแสดงออกถึงความร่วมมือในการทำงาน
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขยายผลไปยัง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่น ๆ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐาน



