ในโลกของคอฟฟี่เลิฟเวอร์ “กาแฟดอยตุง” คือ ชื่อชั้นที่การันตีคุณภาพระดับพรีเมียม แต่ในโลกของนักเศรษฐศาสตร์และนักพัฒนา กาแฟแบรนด์นี้กำลังทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองที่มีชีวิต” ในการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมและปากท้อง ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้วางหมากกาแฟไทยให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องดื่ม แต่!! กาแฟไทยคือ “ทางรอด” ของห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ

หนึ่งในกลไกสำคัญที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า37 ปี คือ…การพัฒนากาแฟควบคู่กับการฟื้นฟูป่าและการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับคนในพื้นที่ดอยตุงโดยมอง “กาแฟ” ไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจแต่เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมชุมชน และตลาดเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

“ประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ” ประธานสายปฏิบัติการธุรกิจเพื่อสังคมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะดูแลแบรนด์ ดอยตุง ฉายภาพให้เห็นว่า  แนวคิดหลักของดอยตุง คือ“ปลูกป่า ปลูกคน”เริ่มจากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำก่อนต่อยอดสู่การสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนโดยตลอดเวลากว่า 37ปีที่ผ่านมาดอยตุงมุ่งพัฒนาพืชเศรษฐกิจหลัก2ชนิด คือ กาแฟและแมคคาเดเมีย ปัจจุบันมูลนิธิฯไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับซื้อผลผลิตแต่มีทีมส่งเสริมที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์การดูแลต้นให้สมบูรณ์ไปจนถึงการเพิ่มคุณภาพผลผลิตซึ่งสะท้อนชัดจากสถานการณ์ราคากาแฟในปีนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ

 “ปีนี้เป็นปีแรกที่ฤดูกาลรับซื้อกาแฟเริ่มต้นด้วยราคาที่กระโดดจากปกติ27–28 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ40บาท เพิ่มขึ้นเกือบ30% ซึ่งหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นโดยตรงของเกษตรกร”

เป้าหมายของ”ดอยตุง” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาตลาด แต่…คือ การยกระดับรายได้ของชุมชนผ่านการแปรรูปในพื้นที่จากเดิมที่เกษตรกรขายกาแฟในรูปเชอร์รี่ไปสู่การขายเป็นกะลาหรือสารกาแฟ ถ้าเกษตรกรขายเชอร์รี่ได้40บาท แต่ถ้าสามารถแปรรูปเป็นกะลาได้ราคาจะขยับขึ้นเป็นกว่า 200 บาท ซึ่งเพิ่มมูลค่าได้มากถึง 5–6 เท่า ดังนั้นมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงเข้าไปช่วยเรื่องเครื่องมือแปรรูปเพื่อให้เกิดการแปรรูปในชุมชนจริงๆ

ขณะเดียวกัน! การแปรรูปกาแฟในพื้นที่ นั้นย่อมมาพร้อมกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาน้ำเสียจากกระบวนการผลิต ในเรื่องนี้ “ประเสริฐ” บอกว่า ดอยตุงได้พัฒนาโมเดลการจัดการสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยมีศูนย์สิ่งแวดล้อมมีบ่อบำบัดน้ำจากการแปรรูปเติมอากาศและฟื้นฟูคุณภาพน้ำก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติถ้าทำได้สำเร็จชุมชน 5–6ชุมชน สามารถรวมกันใช้จุดแปรรูปเดียวกันได้ ทั้งเพิ่มรายได้และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ในระยะยาวโมเดลนี้จะช่วยให้มูลนิธิฯ ซื้อกะลาและสารกาแฟจากชุมชน เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อได้โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกขั้นตอนเองทั้งหมด

ทั้งนี้ความต้องการกาแฟในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณปีละ 70,000–80,000 ตัน ขณะที่กำลังการผลิตในประเทศอยู่ที่ประมาณ 30,000ตัน เท่านั้น ด้วยเหตุนี้…ทำให้ประเทศไทย ยังจำเป็นต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศแม้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีเป้าหมายใช้กาแฟไทยมากขึ้นก็ตาม แต่ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น แห้งขึ้น จึงทำให้มีผลผลิตยากขึ้น ต้องดูแลมากขึ้น ดังนั้นราคากาแฟในอนาคตจึงไม่น่าจะลงไปมากนัก

อีกด้านหนึ่งดอยตุงได้พัฒนากาแฟพรีเมียมและสเปเชียลตี้ ควบคู่ไปกับงานวิจัยโดยแบ่งเป็น 2ส่วน คือ กาแฟสายพันธุ์พิเศษและการทดลองสายพันธุ์ที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในส่วนของกาแฟสายพันธุ์พิเศษมูลนิธิฯ ได้ทดลองปลูกสายพันธุ์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการปลูกบนดอยตุง และพื้นที่อื่น ๆ ที่เหมาะสม และนำมาจำหน่ายผ่านร้านTheCoffee House by DoiTung ที่โครงการวัน แบงคอก ซึ่งตั้งใจให้เป็นพรีเมียมสโตร์เพื่อสะท้อนว่ากาแฟไทยมีคุณภาพไม่แพ้ต่างประเทศ

สำหรับกาแฟสายพันธุ์พิเศษที่จำหน่ายอาทิ GeshaWashed Process Light Roast, Gesha Honey Process Light Roast, TypicaDry Natural Process Light Roast, Typica Washed Process Light Roast เป็นต้น

“ประเสริฐ” เล่าให้ฟังอีกว่า สำหรับการวิจัยและทดลองสายพันธุ์ที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทางมูลนิธิฯ ได้ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเนื่องจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับพื้นที่ดอยตุงที่มีแนวโน้มอุณหภูมิสูงขึ้นและสภาพอากาศแห้งแล้งมากขึ้น จึงนำกาแฟสายพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูกให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง หากการทดลองประสบผลสำเร็จจะสามารถนำไปใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการสนับสนุนเกษตรกรในอนาคตกรณีที่สายพันธุ์เดิมไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศหรือโรคและแมลงได้

ทั้งนี้ได้ขยายผลการทำงานไปยังพื้นที่และจังหวัดอื่น ผ่านทีมส่งเสริมการเกษตรในหลายพื้นที่ ทั้งในพื้นที่จ.น่าน รวมถึงในประเทศเมียนมา ที่ได้ดำเนินโครงการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ปปส.)ในพื้นที่ปลูกฝิ่นเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกกาแฟและข้าวโพด แบบไม่เผา เพื่อสร้างทางเลือกด้านอาชีพที่สอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

“การพัฒนาสายพันธุ์กาแฟดอยตุงมองโจทย์ความยั่งยืนของเกษตรกรเป็นหลัก โดยตระหนักว่า หากอุณหภูมิโลกยังคงเพิ่มสูงขึ้นกาแฟสายพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน อาจไม่สามารถต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมได้ในระยะยาวมูลนิธิฯ จึงดำเนินการศึกษาวิจัยและรวบรวมกาแฟกว่า30– 40 สายพันธุ์ทดลองปลูกในระดับความสูงที่แตกต่างกันเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในอนาคตและสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงให้กับการเพาะปลูกของชุมชน”

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเพื่อสังคมที่ดำเนินการไม่ได้มุ่งเน้นการสร้างกำไรสูงสุดแต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวผ่านการทำงานวิจัยในพื้นที่จริงทดสอบในทุกระดับความสูงและทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนหลากหลายเชื้อชาติซึ่งทำให้เกิดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่

สำหรับการต่อยอดเชิงตลาดมูลนิธิฯให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระยะยาวโดยในช่วงที่ผ่านมาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูปที่มีการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ ซึ่งประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดกระบวนการผลิตและนำคาร์บอนเครดิต มาใช้เพื่อลดหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์กาแฟคาร์บอนนิวทรัลของดอยตุง ได้รับการตอบรับที่ดีโดยจำหน่ายให้กับลูกค้าองค์กรและกลุ่มธุรกิจแบบบีทูบี (สามารถนำไปใช้ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในScope3 ขององค์กร) อย่างเช่น การบินไทยซึ่งปัจจุบันใช้กาแฟดอยตุงเสิร์ฟบนเครื่องทั้งหมด สะท้อนให้เห็นได้ว่ามูลนิธิฯ มองเห็นโอกาสในตลาดองค์กร ที่ต้องการปรับภาพลักษณ์สู่ความยั่งยืน โดยกาแฟหนึ่งแก้วบนเครื่องบิน จึงไม่ได้มีแค่รสชาติ! แต่มีเรื่องราวของการชดเชยคาร์บอนเครดิตแฝงอยู่ทุกจิบ

ในเมื่อกำไร! ถูกนิยามใหม่ให้หมายถึง…รายได้ของชุมชนที่เพิ่มขึ้นและจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง “กาแฟดอยตุง” จึงไม่ใช่แค่ความภูมิใจของชาวเชียงราย แต่คือต้นแบบการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจไทยที่ต้องยืนหยัดให้ได้ท่ามกลางพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงของโลก!!

ทีมเศรษฐกิจ