ฝักทอง เป็นไม้เถาเลื้อยล้มลุกอายุสั้น เปลือกนอกแข็ง ขรุขระ มีร่องตามความยาว ผลทรงกลมแป้น สีเขียวเมื่อยังอ่อนและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มหรือน้ำตาลเมื่อแก่จัด เนื้อในสีเหลืองแน่น หวานมัน เมล็ดแบนสีขาวหม่น ใบใหญ่หยักแฉกและมีขนแข็ง ลำต้นเป็นไม้เถาเลื้อยยาว แข็งแรงและเหนียว มีหนวดสำหรับเกาะยึด ลำต้นมักเป็น 5 เหลี่ยมและมีขนอ่อนปกคลุม ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปร่างกลมหรือรูปไต แกมรูปโล่ ขอบใบหยักเว้า 5-7 แฉก ผิวใบสากและมีขนสีขาวทั้งสองด้านดอกเดี่ยวสีเหลืองหรือส้ม รูปร่างคล้ายระฆัง แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวเมียจะมีรังไข่บวมอยู่ด้านหลังกลีบดอก ผลมีรูปร่างหลากหลาย (กลม, แป้น, รี) ผิวขรุขระ เปลือกแข็ง เนื้อแน่นสีเหลืองหรือส้ม รสหวานมัน เมล็ดแบนรูปไข่จำนวนมาก

“ ฟักทอง”  จัดอยู่ในวงศ์แตง แบ่งออกเป็น 2 ตระกูล ตระกูลแรกก็คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน  ผลใหญ่ เนื้อยุ่ย และตระกูลสควอช  ซึ่งได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยนั้น ผิวของผลขณะยังอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสลับเขียว ผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลือง พร้อมด้วยเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่

ฟักทองอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุแมงกานีส ธาตุเหล็ก ซิงค์ เป็นต้น  โดยสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลาย  เพื่อสุขภาพของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก  เพราะฟักทองมีกากใยที่สูงมาก มีแคลอรีและไขมันน้อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีเพียงแค่รับประทานฟักทองหนึ่งถ้วยหรือ 3 กรัม จะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น ฟักทอง

แม้จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การรับประทานอย่างไม่เหมาะสมก็อาจเกิดโทษได้เช่นกัน เนื่องจากฟักทองนั้นมีฤทธิ์อุ่น ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กระเพาะร้อน เช่น ผู้ที่มักมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก มีแผลในช่องปาก เหงือกบวมเป็นประจำ ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ควรรับประทานฟักทองในปริมาณที่มากเกินไปหรือบ่อยเกินไป แม้กระทั่งในคนปกติเองก็ตาม ก็ไม่ควรรับประทานอย่างไร้สติ เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้