วีรกรรมหุ้น MORE หรือ บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “มหากาพย์ปล้นโบรกเกอร์” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย ที่ใช้ช่องโหว่ของระบบการซื้อขายกวาดเงินมหาศาลไปกว่า 4,500 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือน พฤศจิกายน ปี 2565 นั้น
ผ่านมากว่า 3 ปี ความคืบหน้าในคดีนี้ ถือว่า เข้าสู่ช่วง “เช็กบิล” ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว เพราะอัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องผู้ต้องหารวมทั้งหมด 42 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง และการสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น)
ทั้งในกลุ่มไฮโซตระกูลดังที่อัยการได้ส่งฟ้องผู้ต้องหา 3 ราย ตระกูลพรประภา คือ นายเอกภัทร, นายอธิภัทร และนางอรพินธุ์ ต่อศาลอาญา โดย ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากมีความเสียหายสูงและมีพฤติการณ์หลบหนี หลังจากไม่มาตามนัดอัยการจนเกือบโดนหมายจับ และปัจจุบันยังถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ
ด้านตัวการหลักอย่าง นายอภิมุข บำรุงวงศ์ (ปิงปอง) ถูกออกหมายจับและมีรายงานว่าได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ปี 2566 ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งประสานงานติดตามตัว
ส่วนขั้นตอนต่อไปนั้น อัยการได้นัดผู้ต้องหาที่เหลือเข้ามาฟังคำสั่งฟ้องเพิ่มเติมใน วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นี้
อายัดทรัพย์สินคืนเงิน
หลังจากที่ผ่านมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ยึด อายัดทรัพย์สินและคืนเงินจำนวนกว่า 4,500 ล้านบาท ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ 11 แห่งที่เป็นผู้เสียหาย เพื่อชดเชยความเสียหายจากคำสั่งซื้อที่ถูกเบี้ยวหนี้
พร้อมกับสั่งให้ยึดหุ้น MORE จำนวนกว่า 1,500 ล้านหุ้น ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นการครอบครองที่ได้มาโดยไม่สุจริต ทำให้ปัจจุบันหุ้น MORE ยังคงติดเครื่องหมายเตือนต่างๆ และมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทปรับโครงสร้างเพื่อพยายามฟื้นฟูกิจการ แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก
ย้อนรอยมหากาพย์หุ้นมอร์
จุดเริ่มต้นแผนการ “ปล้น” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 เมื่อเปิดตลาดมา หุ้น MORE มีแรงซื้อปริมาณมหาศาลแบบผิดปกติในราคา ATO (At-the-Open) ที่ 2.90 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 7,143 ล้านบาท ในวันเดียว จากปกติที่เทรดกันหลักร้อยล้านบาทเท่านั้น
ซึ่งพบว่ากลุ่มผู้ต้องหา นำโดย “ปิงปอง” หรือ นายอภิมุข บำรุงวงศ์ และพวก ที่กระจายกันเปิดบัญชีซื้อขายกับโบรกเกอร์ประมาณ 10-11 แห่ง เพื่อระดมคำสั่งซื้อหุ้น MORE จากคนคนเดียวในราคาที่กำหนดไว้
โดยใช้บัญชีประเภท Cash Account ซึ่งผู้ซื้อมีเวลา 2 วัน (T+2) ในการจ่ายเงินจริง ทำให้โบรกเกอร์ต้องสำรองจ่ายเงินค่าหุ้นให้ฝั่งคนขายไปก่อน
โบรกเกอร์รับเคราะห์
ความเสียหายที่โบรกเกอร์ได้รับ คือ เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงิน (T+2) กลุ่มผู้ซื้อกลับ “เบี้ยวหนี้” ไม่ยอมนำเงินมาชำระค่าหุ้นตามนัด ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต้องแบกรับภาระจ่ายเงินแทนรวมกว่า 4,500 ล้านบาท จนโบรกเกอร์บางแห่งถึงขั้นเกือบขาดสภาพคล่องร้ายแรง และต้องตั้งสำรองหนี้สูญมหาศาล
ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องสั่งพักการซื้อขายหุ้น MORE (ขึ้นเครื่องหมาย SP) เป็นเวลานานเพื่อตรวจสอบ
สังคายนาระบบครั้งใหญ่
บทเรียนจากคดีหุ้น MORE ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหน่วยงานกำกับดูแลทั้ง ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สังคายนาระบบครั้งใหญ่ เพื่อปิดช่องโหว่ที่เคยถูกใช้ในการ “ปล้นโบรกเกอร์” โดยมีมาตรการสำคัญที่เริ่มใช้แล้วและกำลังจะมาถึง อาทิ
ระบบ SDEP “เครดิตบูโร” ของวงการหุ้น โดยเริ่ม 1 ก.พ. 2569
สร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการ “เวียนเทียน” วางหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยระบบ Securities Data Exchange Platform (SDEP) จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่ทุกโบรกเกอร์เชื่อมต่อกัน
ทำให้โบรกเกอร์เห็นข้อมูลว่าลูกค้ารายนี้มีวงเงินเท่าไหร่ มีมูลหนี้ที่ไหนบ้าง และมีประวัติการชำระราคาเป็นอย่างไร และป้องกันไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งไปเปิดบัญชีกับ 10 โบรกเกอร์เพื่อสร้างอำนาจซื้อปลอมๆ หรือใช้หุ้นตัวเดียวกันไปค้ำประกันซ้ำซ้อนในหลายแห่ง
มาตรการ Auto Pause เริ่ม 6 พ.ค. 2568
ระบบจะทำการ หยุดการซื้อขายหุ้นตัวนั้นโดยอัตโนมัติ (ขึ้นเครื่องหมาย P) เป็นเวลา 60 นาที หากพบความผิดปกติในฝั่งคำสั่งซื้อหรือขาย เช่น มี Order กระจุกตัวสูงเกินกว่าที่กำหนด ช่วยทั้งโบรกเกอร์และนักลงทุนมีเวลา “ตั้งสติ” และตรวจสอบความถูกต้องของคำสั่งซื้อขายนั้นๆ ก่อนที่จะเกิดการจับคู่จนเสียหายเป็นวงกว้างเหมือนกรณี MORE
Dynamic Price Band (มาตรการควบคุมราคาแบบเรียลไทม์)
เป็นกรอบราคาที่ใช้ลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ระหว่างวันที่อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกินไปในระยะเวลาสั้น
การปรับปรุงเกณฑ์การส่งคำสั่งซื้อขาย
โดยกำหนดเวลาขั้นต่ำที่คำสั่งซื้อขายต้องค้างอยู่ในระบบก่อนจะยกเลิกได้ เพื่อป้องกันพฤติกรรม “แหย่แล้วชักออก” (เพื่อล่อหลอกราคา และการยกเลิกคำสั่งประเภท Special Market Order ที่ไม่ระบุราคา ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นกระโดดไปไกลเกินจริงในเสี้ยววินาที
เร่งออกแอคชั่นสร้างความเชื่อมั่น
จนแล้วจนรอดหลังเกิดเหตุการณ์หุ้นมอร์แล้ว “ตลาดหุ้นไทย” ก็ยังคงเกิดปัญหากลโกงต่างๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนความเชื่อมั่นนักลงทุนเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯเร่งออกแอคชั่นสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น ทั้ง
- ยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้คุมกฎ” มาเป็นผู้ที่ “เคาะประตู” ถึงบอร์ดบริหาร
- ปรับเกณฑ์การนำบริษัทเข้าจดทะเบียน (IPO) จากการใช้วิจารณญาณเจ้าหน้าที่ มาเป็นการเน้น การเปิดเผยข้อมูลที่เข้มข้น เพื่อให้นักลงทุนเห็นไส้ในของบริษัทอย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจ
- ปรับปรุงเกณฑ์การคัดบริษัทที่ไม่มีคุณภาพหรือมีปัญหาธรรมาภิบาลออกจากตลาดให้รวดเร็วขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งซ่องสุมของหุ้นปั่น
นอกจากนี้ ได้ดึงดูดเงินทุนด้วยสินค้าใหม่ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องที่หดตัวในปีที่ผ่านมา SET ได้เพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเตรียมเปิดตัวกองทุน ETF ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลและเชื่อมต่อการลงทุนพันธบัตรต่างประเทศ และสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนเข้าสู่มาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนต่างชาติที่เน้นเรื่องความยั่งยืน
จากนี้หุ้นมอร์จะเดินหน้าไปทางไหนระหว่างตัวบริษัทที่พยายามจะดิ้นรนให้อยู่รอด เพราะปัจจุบันยังสามารถเทรดได้ ราคา ณ วันที่ 17 ก.พ. 69 อยู่ที่หุ้นละ 0.04 บาท ซึ่งมีสภาพที่ต่ำมาก ผันผวนสูง ขาดสภาพคล่องซื้อขายอย่างจริงจัง ท่ามกลาง “คดีความ” ที่กำลังถึงจุดตัดสินให้รอติดตามวันที่ 19 ก.พ. 69 นี้ และหากบริษัทไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแข็งแกร่งพอที่จะชดเชยความเสียหายที่ผ่านมา หรือยังพบความผิดปกติใหม่ๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกสั่งพ้นจากสภาพการเป็นบริษัทจะทะเบียนได้
ด้านผู้ควบคุมกฎอย่าง ก.ล.ต. และผู้ดูแลระบบซื้อขายอย่างตลาดหลักทรัพย์ฯ จะปล่อยให้เหตุอย่างหุ้นมอร์ เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกหรือไม่ และจะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนให้ฟื้นตัวขึ้นได้สำเร็จหรือไม่ต้องติดตาม!!



