สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ว่าผลการวิเคราะห์โดย “ไคลเมต เซ็นทรัล” ซึ่งเป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหากำไร ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์และรายงานข่าวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ของสหรัฐ พบว่า ในช่วงระหว่างปี 2564-2568 ผู้ผลิตกาแฟ 25 ประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของแหล่งผลิตกาแฟเกือบทั้งหมดทั่วโลก ต้องเผชิญกับวันที่อากาศร้อนในระดับที่เป็นอันตรายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 47 วันต่อปี
ทั้งนี้ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย ซึ่งผลิตกาแฟรวมกันถึง 75% ของโลก ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งเกินเกณฑ์ 30 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 57 วัน
Coffee regions hit by extra days of extreme heat: Scientists https://t.co/Sbd0Qwd99n
— The Straits Times (@straits_times) February 18, 2026
นอกจากสภาพอากาศสุดขั้วที่เป็นต้นเหตุอย่างน้อยส่วนหนึ่งของการพุ่งสูงขึ้นของราคาแล้ว ในปีที่ผ่านมา มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐที่เก็บจากบราซิล ก็มีส่วนซ้ำเติมทำให้ราคากาแฟแพงขึ้นด้วย เนื่องจาก 1 ใน 3 ของกาแฟที่บราซิลผลิตได้นั้น ส่งออกไปยังสหรัฐ
ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ ไคลเมต เซ็นทรัล ใช้วิธีประมาณการว่า หากบนโลกไม่มีมลพิษจากคาร์บอน จะมีกี่วันที่อุณหภูมิคงอยู่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส แล้วนำมาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นจำนวนวันที่ร้อนขึ้นอันเป็นผลมาจากน้ำมือมนุษย์โดยเฉพาะ โดยข้อมูลจากหน่วยงานเฝ้าระวังสภาพภูมิอากาศยืนยันว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คือช่วงเวลาซึ่งร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



