เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย เข้ายื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ต่อ กกต. หลังสมัครเป็นสมาชิกพรรคเกือบ 3 ปี และสมัครเข้าออกถึง 3 รอบ โดยนายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าได้แจ้งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และร่วมรับประทานอาหาร ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้สอบถามสาเหตุที่ตัดสินใจลาออก พร้อมเคารพการตัดสินใจ โดยหลังจากนี้ตนจะทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบเรื่องที่ฝ่ายต่างๆ ทั้งเรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด รวมถึงกรณีบริษัท Spectre C ว่าสิ่งไหนใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งในเรื่องของการเลือกตั้งไม่เป็นโดยตรงและลับนั้น ก็ต้องติดตามการพิจารณาของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีคำสั่งออกมาแนวทางใด ส่วนตัวเห็นว่าการไปยื่นคำร้องไม่เข้าประเด็นเท่าที่ควร รวมถึงติดตามการตั้งรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งนี้ยังไม่ได้มองพรรคการเมืองใดไว้ แม้จะมีหลายพรรคโทรฯ มาติดต่อ
เมื่อถามถึงความเห็นต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. นายเรืองไกร กล่าวว่า ตนมองว่าข้อเท็จจริงหลายส่วนตามความเห็นของหลายฝ่ายยื่นนั้นยังไม่ครบประเด็น การเลือกตั้งทางตรงและลับ มีการอ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 85 แต่ที่จริงมีระบุถึงเรื่องนี้ 2 มาตรา คือมาตรา 83 วรรค 2 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2564 ซึ่งตนก็ได้ท้วงติงคนร่างกฎหมายแล้ว แต่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ตัดข้อความมาตรา 84 ที่ระบุเรื่องการเลือกตั้งโดยตรงและลับออกไปจึงเป็นช่องว่างให้ กกต.ออกระเบียบ แต่ระเบียบน่าจะขัดรัฐธรรมนูญใน 2 มาตรานี้ อาจจะทำให้เกิดประเด็นปัญหา จึงอยากจะฝากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการไปพิจารณา
เมื่อถามว่ามีหลายฝ่ายเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายเรืองไกร กล่าวว่า ถ้าย้อนดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ศาลตีความว่าตนเองมีอำนาจในการวินิจฉัย จึงวินิจฉัยว่าการหันคูหาไม่เป็นความลับ เมื่อไม่เป็นความลับ พระราชกฤษฎีกาให้มีการยุบสภาเลย 60 วัน ศาลจึงมีคำสั่งให้ไปแก้ไขอะไร พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้การจะทำให้เป็นโมฆะก็ทำได้ แต่ข้อเท็จจริงเรื่องบาร์โค้ด จะไปดูอย่างไร อย่างเช่นตนเข้าคูหาเลือกตั้ง เซ็นรับบัตรเลือกตั้งมา 2 ใบ หย่อนเสร็จก็ไปเซ็นรับบัตรประชามติ เมื่อหย่อนเสร็จจะไปรู้ได้อย่างไรว่าบัตรเลือกตั้งเราอยู่ที่ไหน ดังนั้นคนที่บอกว่านำกลับมาชนกันนั้น ขอถามว่า 30-40 ล้านใบจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นอีกมุมหนึ่งที่ตนมองว่าอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะนำสืบกลับมา ไม่เหมือนกับเรื่องการหันคูหาที่ศาลมองเห็น
เมื่อถามว่าคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ถืออำนาจสามารถเข้าถึงได้ นายเรืองไกร กล่าวว่า ก็ไม่มี คนมีอำนาจต้องมีเหตุ เช่นที่ กกต. ชี้แจงว่าต้องมีเหตุและให้ศาลสั่ง และเฉพาะหน่วย ไม่มีที่จะเปิดมา 30-40 ล้านใบแล้วมานั่งแมตช์ บางคนก็เข้าไปบอกว่าเล่มต้นขั้วที่เซ็นอยู่ในหีบ เขาไม่ได้สั่งให้เปิด ซึ่งกรณีที่มีน้องๆ ไปร้อง สว.ที่เข้าไปในอาณาเขตสถานที่เปิดหีบก็มีโทษ และมาร้องพยายามอยากให้ถอนเรื่อง ซึ่งเวลาทำก็ต้องคำนึงไว้ อย่างไรก็ตามมุมมองที่ไม่เป็นความลับก็มีอยู่ แต่คาดว่าน่าจะมีคนไปร้องแล้ว
เมื่อถามถึงการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นายเรืองไกร กล่าวว่า ยกตัวอย่างบัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ ในอดีตเป็นกระดาษไม่มีชิป และบัตรประชาชนก็เป็นแบบ smart card มีเลขเลเซอร์ไอดี เหมือนที่นำไปใช้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาชน หรืออย่างที่ตนเดินเข้าในอาคารศูนย์ราชการตึก B รปภ.อาคารก็นำบัตรประจำตัวประชาชนของตนไปตรวจสอบในระบบ ถามว่าเขาสามารถนำข้อมูลเราไปได้หรือไม่ ก็สามารถทำได้แต่ทำโดยชอบด้วยหน้าที่หรือไม่ จึงเป็นไปไม่ได้ในสิ่งที่มองกันอยู่ ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยกับที่ กกต.ชี้แจง แต่จะมีการเกินเลยกว่า TOR หรือไม่ หรือทำให้เกิดการไม่ซื่อสัตย์สุจริต ส่วนตัวเห็นว่าควรไปนับบัตรดีกว่า ว่าบัตรเขย่งได้อย่างไร ซึ่งบัตรต้องเท่ากัน บัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ลงคะแนนรวมแล้วต้องเท่ากับที่เซ็นรับ โดย กกต.ต้องหาสาเหตุตรงนี้ให้ได้ เพราะไม่ได้ห่างกันเพียงหลักหน่วยหลักสิบแต่ห่างกันเป็นหลักหมื่น กกต.ต้องให้คำตอบกับสังคม ถ้าผลการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์อาจไม่ใช่เรื่องการเลือกตั้งทางตรงและลับ แต่เป็นเรื่องของการไม่ยุติธรรมเพราะคะแนนที่ออกมาจะเชื่อถือไม่ได้
“ดังนั้นคนพยายามที่จะเกาะกระแส แล้วมาให้ข่าวตรงนี้หรือหลายๆ แห่ง ควรดูกฎหมายให้ดีๆ หน่อย และเท่าที่ทราบขณะนี้ศาลปกครองยังไม่ได้มีคำสั่ง เลขดำผมไปยื่นก็ได้เลขดำ ใครไปยื่นก็ได้เลขดำ ศาลปกครองมีเจ้าหน้าที่ตรวจคำฟ้องหรือคำร้อง เมื่อเห็นว่ายื่นได้ก็ยื่น แต่ศาลท่านจะสั่งหรือขอคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินก็เป็นอีกหนึ่งคำร้อง ก็ต้องมีปัญหาว่าศาลท่านต้องสั่ง วันนี้ศาลยังไม่ได้สั่ง ก็แสดงว่าอาจจะไม่ได้รับด้วยซ้ำไป” นายเรืองไกร กล่าว และว่าส่วนตัวไม่ได้รู้สึกกังวลใจ โดยจะรอดูว่าศาล หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน จะออกมุมไหนก่อน และตนไม่เห็นช่องในการที่จะไปร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 210
นายเรืองไกร กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองเก็บข้อมูลเลเซอร์ไอดีจากผู้ที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกพรรค อาจส่งผลทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหลหรือไม่ ว่า ถ้าเราไปสมัครเป็นสมาชิกพรรค แล้วถ้าพรรคการเมืองขอเก็บเลเซอร์ไอดี แล้วเราให้ ก็จะเป็นความยินยอมทั้ง 2 ฝ่าย คนไม่รู้ก็จะไปบอกว่าเรื่องนี้ไปยินยอมกันได้หรือไม่ ต้องดูว่ากฎหมายครอบคลุมถึงเรื่องนี้หรือเปล่า ส่วนที่มีคนไปเชื่อมโยงกับกรณีบาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งว่าอาจจะทำให้ความลับรั่วไหลหรือไม่ ตนมองว่าเป็นการคิดมากไป ส่วนเรื่องบริษัท สเปกเตอร์ ซี ของพรรคประชาชนนั้น ตนมองว่ามีมุมที่น่าสนใจ ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ให้ข้อมูลเยอะ อาจจะมีผลย้อนเข้าตัวได้ ตนกำลังเก็บรายละเอียดอยู่ ถ้าพรรคประชาชนไปถือหุ้นบริษัทดังกล่าว ก็จะเข้าข่ายยุบพรรค ซึ่งจะเป็นข้อห้ามให้พรรคการเมืองประกอบธุรกิจ
“การพยายามแก้ต่าง การไปคลุมผ้า พานักข่าวไปดูพิธีล้างแอร์ ผมว่าไม่ใช่ ตกใจเร็วไปหน่อย เหมือนพยายามทำให้เรื่องที่ไม่ถูกให้มันถูก ส่วนที่อ้างว่าเอาพนักงานบัญชี พนักงานกฎหมาย หรือฝ่ายคอมพิวเตอร์ ไปฝากอีกบริษัทหนึ่ง ผมถามคำเดียวว่าพรรคได้ประโยชน์จากบริษัทนี้หรือไม่ หรือพรรคนำเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปจ่ายเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าผมเข้าไปตรวจยุ่งเลยนะ” นายเรืองไกร กล่าว.



