เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีการลงนามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ว่า ภาพรวมของสถานการณ์ชายแดนในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ถือว่ามีความสงบเรียบร้อย ประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการพูดคุยกับประเทศต่างๆ ทุกประเทศยินดีกับข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน และสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่าย เดินหน้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยตรง ขณะที่กลไกลทวิภาคีต่างๆ สามารถเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้ติดต่อสื่อสารกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา อย่างสม่ำเสมอ ส่วนฝ่ายทหารมีช่องทางในการสื่อสารทั้งในระดับสูง รัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงระดับพื้นที่ชายแดน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลง
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ช่องทางการประสานงานเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งความห่วงใยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายสามารถบริหารจัดการเหตุการณ์ชายแดนได้อย่างทันท่วงที อีกทั้ง ช่วงที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) ซึ่งเป็นโอกาสที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายได้ปรึกษาหารือในเชิงลึกเพื่อการจัดการพื้นที่มีความยั่งยืน แม้ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปของผลลัพธ์การประชุมได้ แต่ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ได้พบกันและยืนยันที่จะร่วมกันเจรจาเพื่อหาข้อสรุปต่อไป ถือเป็นเรื่องปกติในการเจรจาเรื่องละเอียดอ่อนที่จะต้องใช้เวลา และอาจจะไม่สามารถหาข้อยุติภายในการประชุมเพียงครั้งเดียว
นายปาณิดล ยังกล่าวถึงการเดินหน้าเรื่องเขตแดนทางบก ไทย-กัมพูชา ว่า คณะกรรมการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา จะเดินหน้าอีกครั้งหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย สำหรับกรณีที่พบการเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ใครจะเดินหน้าต่อไป อาทิ การที่กัมพูชาใช้ระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไทยมีพันธกรณีที่ต้องรายงานและดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออตตาวาต่อไป ทั้งนี้ ไทยประสงค์ที่จะเห็นการหยุดยิงอย่างยั่งยืน และทั้ง 2 ฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างบรรยากาศที่จะเอื้อต่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณาแนวทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศต่อไป
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยกังวลต่อกรณีที่ฝ่ายกัมพูชายังกระทำการยั่วยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน ข่าวเท็จ และการกล่าวหาไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกแถลงการณ์ หรือการกล่าวถ้อยแถลงบนเวทีระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งฝ่ายไทยได้ติดตามและชี้แจงข้อเท็จจริงมาตลอด และเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการตกลงในถ้อยแถลงระหว่าง 2 ประเทศ อีกทั้งยังเป็นการลดทอนความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะเดินหน้า และไม่เป็นผลดีกับการสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างกัน ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากช่องทางการประสานงานศูนย์ข่าวสารของทั้ง 2 ฝ่ายที่มีอยู่ซึ่งเป็นจุดประสานงานหลักในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม อีกทั้งไทยยังขอเรียกร้องให้กัมพูชากำกับดูแลกำลังพลบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวด ไม่ให้กระทำการยั่วยุที่ขัดกับเจตนารมการหยุดยิงหยุดยิง โดยที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นถือสันติวิธีอย่างเคร่งครัด
นายปาณิดล กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดตลอดมาคือความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย โดยในสัปดาห์นี้คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดน ไทย-กัมพูชา เพื่อสำรวจผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 เป็นการสะท้อนความโปร่งใส และความมุ่งมั่นของไทยตามกฎระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศโดยกล่าวหาว่าไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้เดินหน้าการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา นายปาณิดล กล่าวว่า หลังจากมีการลงนามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 รมว.ต่างประเทศ ของทั้ง 2 ประเทศ ได้หารือในประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นดังกล่าวด้วย แต่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อน ซึ่งต้องใช้เวลาในการพูดคุย คงไม่สามารถยุติ หรือเห็นผลที่ชัดเจนทันทีในการประชุม หรือหารือเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งต้องให้เวลา
ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวหาว่าไทยนำลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ วางไว้ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาท นายปาณิดล กล่าวว่า เรื่องนี้กองทัพได้แถลงข่าวชี้แจงไปแล้ว



