เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกกลุ่ม สว.สำรอง กลุ่ม 10 เปิดเผยความคืบหน้าในการติดตามการสืบสวนสอบการฮั้วเลือก สว. ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ครบรอบการขอขยายเวลาครั้งที่ 2 ของคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 ถามว่า ท่านจะดองเรื่องไปถึงเมื่อไหร่ หรือจะรอ สว.เปื้อนโคลน ยกมือให้ กกต.ใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง อีก 2 คนมาก่อนหรือไม่ นัดกันไว้หรือเปล่า เพราะอนุกรรมการชุดที่ 26 ทำคดีไว้ดีแล้ว แต่ท่านกลับนำเรื่องไปดอง ไปดึงเช็งไว้ ซึ่งตนขอบอกไว้เลยว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. คือสารตั้งต้นของปัญหาที่ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าไม่มีความเป็นกลาง เอนเอียงเข้าข้าง ซึ่งตนเชื่อว่า กกต.ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ต้องมีการลงคะแนนให้ใคร สีอะไรแน่นอน ทั้งๆ ที่เพื่อความสง่างามท่านควรจะลงช่องไม่เลือกใครมากกว่า เพราะท่านเป็น กกต. แม้การลงคะแนนให้ใครจะเป็นเอกสิทธิ์ แต่มันไม่เป็นกลาง

ทั้งนี้ ขอฝากถึงคนผู้หนึ่งว่า อย่าเร่ง อย่าอยากเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดจนตัวสั่น ที่ไปเทียบบาร์โค้ดกับลอตเตอรี่ เพราะคิดว่า “นาย” เขาเห็นแล้ว ไปบ่อยๆ เขากระโดง ท่านอาจจะได้เป็นผู้ว่าฯ เร็วๆ นี้ แต่อย่าลืมว่า การกระทำที่ไม่ถูกต้อง ข้าราชการที่วางตัวไม่เป็นกลาง เขาจะเอาไปตรวจงานที่ปัตตานี

ด้าน นายโกเมท เกิดสมบัติ สว.สำรอง กลุ่ม 5 กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องในวันนี้คือ สว.ที่ผ่านการเลือกมาเมื่อปี 2567 ซึ่งมีจำนวน 136 คนที่อยู่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. อยู่นั้น ขอให้ทั้ง 136 คนนี้โปรดเข้าชื่อกัน 1 ใน 10 จำนวน สว. หรือคือขอสัก 20 คน ในการเข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ตนมองว่า การเลือก สว.ที่ผ่านมา กับการเลือก สส. ครั้งนี้ มีส่วนที่เหมือนกันคือมีผลไม้พิษมาจากต้นเดียวกัน มีรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน คือตอนสมัคร สว. มีการให้ปลัดอาวุโสของอำเภอนั้นๆ เป็น ผอ.การเลือกตั้งโดยตำแหน่ง การเลือกมีความซับซ้อน มารอบการเลือกตั้ง สส. ก็เป็นเหมือนกัน มีขั้นตอนการรับ และคลุมเครือ ในส่วนของความโปร่งใส เลือก สว.2567 มีข้อมูลผู้ชนะ แต่โผล่รวดเดียว ขณะที่การเลือกตั้ง สส. กลับให้ผลรางวัล ผลคะแนนเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา

ส่วนการสื่อสาร สว.ชี้แจงล่าช้า ตอบคำถามไม่ตรงประเด็น ขณะที่การสื่อสารเรื่อง สส.ก็เช่นกัน กกต.แถลงผ่านเทคนิคสูงขึ้น ประชาชนตามไม่ทัน โครงสร้างผู้ได้รับประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเดียว ส่วน สส.ขัดกันเอง เทไปยังคนผู้เดียวอย่างผิดสังเกต, เรื่องกลไกการร้องเรียน กกต.รับเรื่องร้องเรียน แต่ไม่มีอะไรเป็นที่ประจักษ์  เป็นรูปธรรม ในส่วนของ สส. มีการร้องเรียนมากมายแต่ตรวจสอบล่าช้า ขณะที่ผลลับการเมือง เป็นการเปิดการรวบอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสภาสูง และสภาล่าง สะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตั้งแต่เลือก สว. ปี 2567 มาสู่การเลือก สส. 2569 สรุปคือมีวิธีการของ สส. และ สว.คล้ายกัน ผลลับเหมือนกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือกลุ่มคนเดิมๆ ทั้งนี้ ประธาน กกต. ออกมาบอกว่าไม่เอาเกียรติยศ ศักดิ์ศรีลงมา ทำให้วันนี้สังคมก็รอดูว่า เกียรติยศ ศักดิ์ศรีของ กกต.เดินไปในทิศทางไหน ทุกคนเรียกหาแต่ กกต.ว่าจะดำเนินการอย่างไร.