ผู้สื่อรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โดยเฉพาะบริเวณช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร เกิดไฟไหม้ป่าฝั่งกัมพูชาประชิดแนวเขตแดนเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ควันไฟและ “ฝนไฟลอย” ปลิวข้ามเข้ามาในฝั่งไทย ชาวบ้านเริ่มได้รับผลกระทบด้านระบบทางเดินหายใจ

นายวิชัย แข็งแรง รองนายกเทศบาลตำบลจันทบเพชร ระบุว่า เทศบาลเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ รถดับเพลิง และอาสาสมัครเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมประสานฝ่ายปกครอง โดยมีนายอำเภอบ้านกรวดสนับสนุนเครื่องจักรและกำลังพล หากไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่ไทย

ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณแนวเขาพระวิหาร–ภูมะเขือ พบหมอกควันปกคลุมต่อเนื่อง ชาวบ้านใน ต.เสาธงชัย ระบุว่าควันไฟจากฝั่งกัมพูชาถูกลมพัดเข้ามา ทำให้บางวันหายใจติดขัด และกังวลปัญหาฝุ่นละอองสะสม

ขณะเดียวกัน บริเวณเนินภูผี ฝั่งตรงข้ามเขาสัตตะโสม ตรวจพบความเคลื่อนไหวการตัดถนนดินแดงประชิดหน้าผา คล้ายใช้เป็นเส้นทางลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ทหารไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังต่อเนื่อง แม้ยังไม่พบการยิงเช็คแนวในช่วงนี้

ด้าน จ.สุรินทร์ เกิดไฟไหม้ใกล้ปราสาทคนา และใกล้ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก ห่างโบราณสถานเพียงราว 80 เมตร แต่ไฟไม่ลุกลามเข้าฝั่งไทย ชาวบ้านใน ต.แนงมุด อ.กาบเชิง เชื่อว่าเป็นการจงใจเผาหลายจุด เพื่อสร้างหมอกควันบดบังการตรวจจับ และอาจหวังเคลื่อนกำลังประชิดชายแดน

ชาวบ้านทั้ง 3 จังหวัดยังใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง หลายครอบครัวเตรียมแผนอพยพไว้ล่วงหน้า พร้อมเรียกร้องให้รัฐเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังต้องจับตาอย่างต่อเนื่องตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา.