นาทีนี้คอการเมืองคงรอลุ้นว่า ในที่สุดสมการการจัดตั้งรัฐบาล จะมี “พรรคกล้าธรรม (กธ.)” ร่วมด้วยหรือไม่ หลังความสัมพันธ์กับ “พรรคภูมิใจไทย (ภท.)” เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งท่าทีของพรรคแกนนำรัฐบาล ดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญพรรคสีเขียว เมื่อเทียบกับ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” ที่เชิญมาร่วมแถลงข่าวเป็นพรรคลำดับต้นๆ หรือจะเป็นไปอย่างรายงานข่าวที่ปรากฏว่า ผู้มากบารมีในพรรคสีน้ำเงิน ไม่พอใจ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. เพราะการส่งผู้สมัครทับซ้อนในหลายพื้นที่ ทั้งๆ ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า หรือการเป็นห่วงเรื่องคุณสมบัติผู้กองคนดัง หากเข้ามาเป็นรัฐมนตรี จะถูกร้องเรื่องจริยธรรมหรือไม่ ดังนั้นเมื่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. ต้องการอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน จึงไม่ต้องการความเสี่ยง ไม่อยากให้มีปัญหา ต้องเผชิญกับการตรวจสอบขององค์กรอิสระ แต่ก็อาจจะคิดถึงเยื่อใยที่เคยร่วมงานกันมา การซื้อเวลากับการดึงมาร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ อาจเพียงแค่การลดอำนาจต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลให้มากที่สุด ให้ยอมปล่อยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นอกจากนี้แหล่งข่าวระดับสูงของพรรค ภท. ยืนยันว่า ยังไม่มีการจัดแบ่งกระทรวงให้พรรคร่วมรัฐบาล จนถึงขณะนี้สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งเมื่อวันที่ 17 ก.พ. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค กธ.ได้พูดคุยกับหัวหน้าพรรค ภท.แล้วที่ จ.สงขลา โดยจะนำข้อมูลที่ได้ไปเข้าคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กธ. ที่จะมีการประชุมในวันที่ 19 ก.พ. ซึ่งมีแนวโน้มว่า ข้อตกลงคือการโหวตนายกฯ ให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะมาพูดคุยเรื่องกระทรวง เพราะตัวเลขจำนวน สส. จะเป็นตัวบ่งบอกกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการพูดคุยกับบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่เข้ามาประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ ก็ไม่มีเงื่อนไขใดๆ เช่นกัน โดยสัดส่วนรัฐมนตรีจะมาพูดคุยกันภายหลังจากการโหวตนายกฯ เสร็จสิ้น ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการฟอร์มรัฐบาลที่ไม่เคยมีมาก่อน

ด้าน “นายอนุทิน” ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับพรรค กธ. เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า รอการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะเรายังไม่ทราบเลยว่าจะรับรองเมื่อไหร่ ทุกอย่างต้องมีผลอย่างเป็นทางการ

ส่วน “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค กธ. พร้อมด้วยนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และว่าที่ สส.ของพรรค โดย “ร.อ.ธรรมนัส” กล่าวต่อว่า แนวทางการตัดสินใจของพรรค กธ. ตนเน้นย้ำว่าให้รอ กกต.ประกาศรับรองผลคะแนนการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งการตัดสินใจจะเป็นหน้าที่ของสมาชิก กก.บห. และว่าที่ สส.ทั้งหมด ส่วนกระแสข่าวว่าหากพรรค กธ.จะร่วมรัฐบาลต้องไม่มี ร.อ.ธรรมนัสนั้น ตนเป็นรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปี 2562 ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น รมช.เกษตรฯ ในฐานะนักการเมือง พร้อมให้ตรวจสอบ และพร้อมรับว่าผลจะเป็นอย่างไร จึงมั่นใจว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่ใช่ข้ออ้าง  เมื่อถามต่อว่ามองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการเล่นงานทางการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เราพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง ใครที่ตั้งผมเป็นรัฐมนตรี ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย หลักการก็มีแค่นั้นเอง ความผิดสำเร็จไปแล้ว ถ้าผมผิดคุณสมบัติผมไม่ได้”

ดูเหมือนพรรค กธ. ถูกบีบไม่ให้มีทางเลือกหรือไม่นั้น พรรค กธ.ไม่เคยกลัวใคร จะบีบใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ เมื่อถามอีกว่ามองอย่างไรกับข้อเสนอที่ให้โหวตนายกฯ ไปก่อนแล้วค่อยเกลี่ยกระทรวงทีหลัง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “การเมืองไม่มีหรอก มันไม่สวยแบบนั้น” และยืนยันคำพูดเดิมว่า ยังเป็นห่วงเรื่องของบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งสีชมพู

นั่นหมายความท่าทีของพรรค ภท. และกธ. ก็ยังยื้อเวลา อ้างรอการรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. ยังไม่แสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่า จะทำงานร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยที่ “ร.อ.ธรรมนัส” ประกาศอย่างชัดเจน ไม่กลัวถูกบีบพร้อมสวนกลับ นั่นอาจหมายความว่า ยอมหักไม่ยอมงอ

ขณะที่ “สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง” ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ชี้แจงกรณี การใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service) โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการขอใช้บริการระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) และการให้บริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชนในระบบ Laser ID ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

  1. Laser ID หรือ เลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน  เป็นเลขที่กรมการปกครองใช้ในการควบคุมการจ่ายบัตรประจําตัวประชาชนที่แจกจ่ายให้กับสํานักทะเบียนอําเภอ สํานักทะเบียนท้องถิ่น กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ ควบคุมและตรวจสอบบัตร เพื่อให้ทราบว่าถูกส่งไปที่ใด ออกบัตรให้กับใคร

“ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น” ข้อมูลบนหน้าบัตรเป็นข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในการเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นสิทธิของเจ้าของบัตร ตามที่จะให้ความยินยอมของผู้ถือบัตรว่าประสงค์จะใช้ทําการในสิ่งใด

2.การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน (Check Card Service) การบริการตรวจสอบสถานะบัตรประจําตัวประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจําตัวประชาชนใบล่าสุดแบบออนไลน์ ว่าบัตรดังกล่าวมีสถานะปกติ ถูกระงับ หรือถูกยกเลิก (จําหน่าย) เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร การปลอมแปลงข้อมูล และการแอบอ้างสวมสิทธิ หน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้บริการได้ 2 วิธี ได้แก่

2.1.ตรวจสอบผ่านเครื่องอ่านบัตร (Chip Card Reader) อ่านข้อมูลจากบัตรประจําตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (chip) และส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบสถานะ ประกอบด้วย เลขประจําตัวประชาชน หมายเลขประจํา chip และ หมายเลขคําขอมีบัตรฯ
2.2.ตรวจสอบโดยกรอกข้อมูลจากหน้าบัตรและหลังบัตร โดยระบุข้อมูลเลขประจําตัวประชาชน ชื่อตัว ชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด และเลขรหัสกํากับบัตรประจําตัวประชาชน (Laser ID) ให้ครบถ้วน  ซึ่งผลการตรวจสอบทั้ง 2 วิธี จะแจ้งผลให้ทราบว่าบัตรฯ มีสถานะ เป็น ปกติ หรือ ไม่ปกติ เท่านั้น

  1. การอนุญาตให้ใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID)  ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) ที่ของกรมการปกครองได้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อว่า “แอปพลิเคชัน ThaID” มีวัตถุประสงค์เพื่ออํานวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตน เพื่อขอรับบริการออนไลน์ได้สะดวก รวดเร็ว ผ่านช่องทางดิจิทัล  ไม่ต้องเดินทางไปแสดงตน ณ หน่วยงานให้บริการ เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการใช้สําเนาเอกสาร หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชนที่ประสงค์ใช้บริการ สามารถยื่นขออนุญาตเชื่อมโยงระบบตามหลักเกณฑ์ที่กรมการปกครองกําหนด

สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่า ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและบัตรประจําตัวประชาชน เป็นข้อมูลสําคัญและเป็นความลับตามกฎหมาย โดยอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 17  ซึ่งกําหนดให้การเปิดเผยหรือการนําข้อมูลไปใช้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนดเท่านั้น นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มาตรา 49-50 ข้อมูลทะเบียนราษฎรถูกจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ (Critical Information Infrastructure: CII) ของประเทศ จึงต้องมีมาตรการดูแลและควบคุมความปลอดภัยในระดับสูงสุด

ดังนั้น ข้อมูลดังกล่าว ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงานหรือองค์กรใดได้เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐ ใช้ในการดําเนินคดี การพิจารณาคดี หรือการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อํานาจไว้  ทั้งนี้ ไม่ว่าในกรณีใด การนําข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไปใช้ต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูล และต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชน “ต้องเป็นผู้ที่มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น” และต้องเป็นไปตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างชัดเจน โดยมีการกําหนดสิทธิการเข้าใช้งาน (Access Control) ตามระดับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลหรือหน่วยงาน

นั่นหมายความว่า ‘เลเซอร์ไอดี’ ไม่เกี่ยวของกับ ‘ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน’ ขณะที่ ข้อมูลส่วนบุคคลจะอยู่ด้านหน้าบัตรเท่านั้น ส่วน ‘ระบบบริการตรวจสอบสถานะบัตรฯ’ ภาครัฐ-เอกชนจะได้รับอนุญาตใช้บริการ ผ่าน ‘ส.บริหารการทะเบียน กรมการปกครอง’ ได้ 2 วิธี ย้ำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร-บัตรประชาชน  ‘เป็นความลับ’ ตามกฎหมาย จะนำไปใช้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายกําหนด ไม่สามารถเปิดเผยให้หน่วยงาน-องค์กรใดได้

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กแฟนเพจพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า พรรคปชน.ยืนยันการขอ Laser ID จากประชาชนผู้สมัครสมาชิกพรรคถูกต้องตามกฎหมาย โดยการขอ Laser ID จากประชาชน สามารถทำได้ด้วยการขอความยินยอมทั่วไป เหมือนการขอข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ เช่น ชื่อ ที่อยู่ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ ไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตไปที่กรมการปกครอง ส่วนการขออนุญาตเชื่อมต่อข้อมูล Laser ID กับกรมการปกครอง ต้องขออนุญาตจากกรมการปกครอง ในกระบวนการนี้พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในอดีตเคยได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อ

ด้าน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” โฆษกพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ปชน.ขออนุญาตการใช้ข้อมูล และเชื่อมต่อ Laser ID จากกรมการปกครอง ว่า พรรคมีแถลงการณ์ไปแล้ว ไม่มีการกระทำใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย

“ทีมข่าวการเมือง”