กรณีของ หุ้น MORE (บมจ. มอร์ รีเทิร์น) ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดทุนไทย ซึ่งนำไปสู่การสังคายนาความเชื่อมั่นครั้งใหญ่โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปิดช่องโหว่จากการฉ้อฉลในลักษณะการสร้างราคาและผิดนัดชำระหนี้
ซึ่งหลังจากเกิดปัญหานี้ขึ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เริ่มออกมาตรการ “ล้อมคอก” 3 ด้านหลักๆ ป้องกันการกระทำซ้ำในอนาคต ได้แก่
1. กำหนดมาตรการป้องกันการซื้อขายที่อาจเข้าข่ายผิดปกติ
1) กำหนดให้มีระบบ Auto Pause เพื่อให้ บล. ผู้ลงทุน และ Regulators มีเวลาตรวจสอบข้อมูลและทบทวนการดำเนินการ โดยหยุดการซื้อขายเป็นเวลา 60 นาที เมื่อ Bid หรือ Offer > 15% ของจำนวนหลักทรัพย์ มีผลตั้งแต่ 6 พ.ค.68
2) ทบทวนเงื่อนไขการขึ้นเครื่องหมาย C เพื่อยกระดับการแจ้งเตือนหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินและผลประกอบการ งบการเงิน และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีผลตั้งแต่ 25 มี.ค. 67
3) กำหนดให้ NVDR ซื้อขายได้เฉพาะต่างชาติ เพื่อป้องกันการลงทุนด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมาะสม โดยนักลงทุนไทยที่มี NVDR คงค้างสามารถถือต่อหรือขายออกได้ แต่ห้ามซื้อเพิ่ม มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย. 67
4) ปรับปรุงระบบคัดกรองคำสั่ง (Pre-trade) ที่อาจผิดปกติ เพื่อแจ้ง บล. โดยเร็ว โดยเพิ่มมาตรการ Volume Alert + ให้ข้อเท็จจริงสภาพการซื้อชาย High Market Impact มีผลตั้งแต่ 8 พ.ค.66
5) เพิ่มระบบคัดกรองคำสั่งซื้อขายก่อน Match ของ บล. เพื่อให้สามารถตรวจสอบคำสั่งในที่ช่วงก่อนเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ Pre-trade risk management (PTRM) มีผลตั้งแต่ 8 พ.ค.66
2. ปรับปรุงมาตรการการบริหารความเสี่ยงของ บล. ให้รัดกุมยิ่งขึ้น
1) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาวงเงินของสมาคม เพื่อให้ บล. พิจารณาวงเงินและกำหนดอำนาจซื้อของลูกค้ามีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดย นำปัจจัยคุณภาพหลักทรัพย์และลูกค้ามา Haircut หลักประกันลูกค้า ในการคำนวณวณวงเงินและอำนาจซื้อ พิจารณาวงเงินลูกค้าแต่ละรายเทียบกับขนาด Equity ของ บล. และพิจารณาวงเงินแบบ Total Exposure ของลูกค้ารวมผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น มีผลตั้งแต่ 15 ก.ย. 67
รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์การซื้อขายบัญชีเงินสด เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์สมาคม โดยกำหนดให้คำนวนวณวงเงินและอำนาจซื้อตามที่สมาคมกำหนด มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.66 ตลอดจนปรับปรุงหลักเกณฑ์ NC เพื่อเพิ่มความยึดหยุ่นในการคำนวณสินทรัพรัพย์สภาพคล่องของ บล. โดยเพิ่มหนี้สินจากกรณีมีคำสั่งจากหน่วยงานทางการให้ระงับการชำระค่าขาย ให้เป็นหนี้สินพิเศษ โดยไม่รับรวมเป็นหนี้สินทั่วไป พร้อมปรับให้ใช้ Sub-debt มากกว่าส่วนของทุนได้ โดยต้องมีเงื่อนไขให้ยกเลิกหรือเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ย/ผลตอบแทนได้ มีผลตั้งแต่ 16 ส.ค. 67
3. จัดให้มีข้อมูลเพียงพอเพื่อการบริหารความเสี่ยงที่ดีของ บล.
1) เปิดเผยข้อมูลการโอนหลักทรัพย์ เพื่อนำข้อมูลการโอนที่มีนัยสำคัญมาประกอบการบริหารความเสี่ยง โดยเปิดเผยการโอนข้าม บล. การโอนแบบ Script และการโอนระหว่างบัญชี 600 เป็นรายวัน เริ่มตั้งแต่ 2 พ.ค. 67
2) เปิดเผยข้อมูล Net Settlement เพื่อให้ทราบถึงปริมาณและมูลค่าการการซื้อขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกันที่มีนัยสำคัญมาประกอบการบริหารความเสี่ยง โดยเปิดเผยเป็นรายหลักทรัพย์และรายวัน เริ่มตั้งแต่ 24 มี.ค. 68
3) เปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายไม่เหมาะสม เพื่อให้ทุก บล. รับทราบ และดำเนินการตามมาตาการที่สมาคมกำหนดกับลูกค้าค้ารายดังกล่าวอย่างท่าเทียมกัน โดยเปิดเผยทุกสิ้นวัน และ บล. ต้องลดวงเงินลูกค้าที่ถูกเปิดเผยรายชื่อที่เปิดบัญชีอยู่กับ บล. ตามระดับความรุนแรง เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค. 67
4) จัดทำ Standard Form เพื่อให้ข้อมูลของ บล. จัดเก็บเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสามารถนำส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลเพื่อการประมวลผลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่ 2 ก.ย. 67
5) จัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) เพื่อให้ บล. ทราบข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม ทั้งข้อมูลวงเงิน คุณภาพหลักประกัน มูลหนี้ และประวัติการชำระราคา โดยจัดตั้ง Platfrom การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ Decentralized 1 ก.พ. 69



