นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมได้ลงนามร่วมกับกลุ่มบริษัทน้ำมัน 13 แห่ง กลุ่มผู้ให้บริการขนส่งน้ำมัน 4 แห่ง และผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 18 แห่ง เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเชื่อมโยงปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้าและจ่ายออกจากโรงอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความโปร่งใสการบริหารจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ลดข้อผิดพลาด และรองรับการจัดเก็บภาษีที่มีการกำหนดสัดส่วนกลไกราคาคาร์บอนต่อหน่วย หรือภาษีคาร์บอน รวมทั้งสนับสนุนแนวทางการจัดเก็บภาษี ณ โรงอุตสาหกรรมปลายทางในอนาคต

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนาฐานข้อมูลกลางในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้าและจ่ายออกจากโรงอุตสาหกรรมโดยตรงจากผู้ประกอบอุตสาหกรรม เปลี่ยนผ่านรูปแบบข้อมูลจากเอกสารกระดาษสู่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบงานอื่น อาทิ ระบบการยื่นแบบรายการภาษี ระบบการคืนภาษี และระบบการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี

“ระบบใหม่จะเริ่มทดลองใช้งานในวันที่ 20 มี.ค.69 โดยจะใช้เวลาทดลอง 3-4 เดือน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้สูงสุด หลังจากนั้นมีแผนจะเริ่มรันระบบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่กลางปี 69 เป็นต้นไป”

นายพรชัย กล่าวว่า ภาพรวมรายได้ภาษีน้ำมัน ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงนัก เนื่องจากมีการผลิตจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จากการปรับเพิ่มการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันขึ้น 1 บาทต่อลิตรในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กรมฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2,700 – 2,800 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับกรณีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา จากข้อมูลเบื้องต้นในช่วงครึ่งเดือนแรกยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของยอดขายหรือการจัดเก็บภาษีที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการเร่งซื้อรถยนต์ไปเป็นจำนวนมากแล้วในช่วงเดือนธันวาคมก่อนการปรับขึ้นภาษี ซึ่งกรมฯ จะต้องติดตามดูผลกระทบที่ชัดเจนอีกครั้งในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้า