สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่า สำนักงานศุลกากรและป้องกันพรมแดนของสหรัฐ (ซีบีพี) ประกาศการเริ่มเก็บภาษีนำเข้าอัตราใหม่ 10% ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 24 ก.พ. (12.01 น. ตามเวลาในประเทศไทย) ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ครอบคลุมระยะเวลา 150 วัน
แม้ทรัมป์ประกาศจะขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวเป็น 15% แต่ยังไม่มีเอกสารอย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาว
ขณะที่มาตรการเก็บภาษีอื่น เช่น ภาษีตามมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2505 และมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2517 ครอบคลุม สินค้าเหล็ก อะลูมิเนียม อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ และทรัพย์สินทางปัญญา จะยังคงมีการจัดเก็บตามปกติต่อไป เนื่องจากไม่ได้อยู่ในคำสั่งของศาลสูงสุด
Trump’s new 10% global tariff comes into effect for 150 days https://t.co/skvrg1PyuS
— Bloomberg (@business) February 24, 2026
ส่วนสินค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าไตรภาคี สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (ยูเอสเอ็มซีเอ) จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีใหม่
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้น หลังศาลฎีกามีมติว่า ทรัมป์ใช้อำนาจ “ตามอำเภอใจ” เกินขอบเขตจากกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (ไออีอีพีเอ) ฉบับปี 2520 เพื่อเก็บภาษีจากต่างประเทศ และสั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั้งหมดที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้
ขณะที่ทรัมป์กล่าวว่า ประเทศใดก็ตามที่คิดจะ “เล่นตุกติก” กับคำตัดสินที่ไร้สาระของศาลฎีกา โดยเฉพาะประเทศที่ “เอาเปรียบ” สหรัฐ ในทางการค้ามานานหลายปีหรือหลายทศวรรษ จะต้องเจอกับอัตราภาษีที่สูงกว่าเดิมมาก
แม้คำพิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐย้ำว่า การดำเนินการของประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีกับต่างประเทศ “ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อนเท่านั้น” แต่ทรัมป์ยังคงยืนกรานว่า “ไม่จำเป็น” และอ้างว่า คำตัดสินของศาลฎีกากลับมอบ “อำนาจและความแข็งแกร่งที่มากขึ้นกว่าเดิม” และรัฐบาลสามารถใช้ “ระบบการออกใบอนุญาตแทน” เพื่อตอบโต้ต่างชาติได้อย่าง “รุนแรงและเลวร้าย” อีกด้วย
ทั้งนี้ มูลนิธิภาษี ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระของสหรัฐ วิเคราะห์ว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ทำให้ภาระภาษีต่อครัวเรือนอเมริกันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31,103 บาท) เมื่อปี 2568
ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ ว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐ จีนขอเรียกร้องให้สหรัฐเร่งยกเลิกมาตรการภาษีฝ่ายเดียว ที่มีต่อประเทศและดินแดนคู่ค้าทุกแห่งบนโลก เนื่องจากสงครามการค้าเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ และการที่สหรัฐใช้ลัทธิกีดกันทางการค้า ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด
ขณะที่นายแบร์นด์ ลางเงอ ประธานคณะกรรมาธิการการค้าของสภายุโรป เตรียมเสนอให้ระงับการให้สัตยาบันต่อข้อตกลงการค้า สหภาพยุโรป (อียู)-สหรัฐ จนกว่าจะมีการประเมินทางกฎหมายและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนจากอีกฝ่าย เนื่องจากแม้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ยืนยันว่า ข้อตกลงที่เห็นชอบร่วมกันไปแล้วยังมีผล แต่อียูมองว่า การที่ทรัมป์ใช้อำนาจจากกฎหมายอื่น เพื่อขึ้นภาษี เป็นการท้าทายคำสั่งของศาลฎีกา และยิ่งทำให้สถานการณ์คาดเดายาก.
เครดิตภาพ : REUTERS



