วานนี้ (23 ก.พ. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีกลุ่มนักกิจกรรมแอบนำภาพถ่ายอันฉาวโฉ่ของ แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ที่ถูกบันทึกไว้หลังการจับกุมตัว ไปแขวนไว้ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
อดีตเจ้าชายผู้เคยกระทำการอันเสื่อมเสียเกียรติรายนี้ ถูกตำรวจสหราชอาณาจักรควบคุมตัวออกจากบ้านพักในแซนดริงแฮมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบขณะดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสาธารณะ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายอังกฤษ
อดีตเจ้าชายใช้เวลาหลายชั่วโมงตอบคำถามในการสอบสวนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันที่ตรงกับวันเกิดปีที่ 66 ของเขาพอดี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในคืนนั้น โดยภาพถ่ายที่ดูไม่สู้ดีนักของเขาขณะกำลังเอนตัวแนบกับเบาะรถเพื่อหลบกล้อง ได้ถูกตีพิมพ์ไปทั่วสื่อหลักทุกสำนัก

หลังจากนั้นไม่นาน ภาพดังกล่าวก็ได้ไปปรากฏอยู่บนผนังของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์
ในคลิปวิดีโอที่มีการแชร์ต่อๆ กันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ เป็นบันทึกเหตุการณ์ระหว่างที่นักกิจกรรมรายหนึ่ง กำลังติดภาพถ่ายอันอื้อฉาวของ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ที่ใส่กรอบไว้บนผนังใกล้กับทางเข้าห้องจัดแสดงแห่งหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยใต้ภาพมีป้ายชื่อผลงานระบุว่า “He’s Sweating Now” (ตอนนี้เขาเหงื่อแตกแล้ว) ซึ่งเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ “เดอะซัน” ของอังกฤษ สื่อถึงคำกล่าวอ้างของอดีตเจ้าชายในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งที่ระบุว่า “พระองค์ไม่สามารถหลั่งเหงื่อได้” เนื่องจากต่อมเหงื่อไม่ทำงาน
“คนชอบบอกว่า ‘เอาภาพนี้ไปแขวนในลูฟวร์สิ’ เราก็เลยจัดให้” ข้อความในคลิปที่โพสต์ลงอินสตาแกรมโดยกลุ่มรณรงค์ต่อต้านมหาเศรษฐีชื่อ ‘Everyone Hates Elon’ ระบุไว้ ด้านโฆษกของกลุ่มได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า พวกเขาต้องการส่งสารสู่สาธารณะ

“เราคิดว่าเราจะแสดงให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์เห็นว่า โลกจะจดจำเขาอย่างไร ด้วยการนำภาพถ่ายประวัติศาสตร์ตอนถูกจับกุมนี้ไปติดที่ลูฟวร์” พวกเขากล่าวต่อผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว GB News “หวังว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพื่อความยุติธรรมสำหรับผู้ที่อยู่รอดจากคดีเอปสตีนมาได้”
แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าภาพนี้ถูกติดไว้บนผนังนานแค่ไหน แต่คาดว่ามีผู้คนนับพันที่เดินผ่านและเห็นภาพดังกล่าว เนื่องจากลูฟวร์มีผู้เข้าชมมากถึงวันละ 30,000 คน รายงานข่าวระบุว่า ภาพนี้ถูกติดไว้ประมาณ 15 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์จะนำออกไป
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : REUTERS



