วันที่ 24 ก.พ. นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาเติบโตต่ออย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการเดียว หรือในระยะเวลาสั้นๆ แม้ปัญหาเศรษฐกิจมาก แต่เชื่อว่าอยู่ในจุดที่มีโอกาสฟื้นคืนกลับมาได้ และจะดีขึ้นมาก โดยคาดว่าการขยายตัวเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปี 69 จะอยู่ที่ 1.9% ปรับเพิ่มจากคาดเดิม 1.5% มาจากจีดีพีไตรมาส 4 ปี 68 ที่ขยายตัวดีกว่าคาด 2.5% เป็นการเซอร์ไพร้ส์ตลาด

ขณะที่ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยลดลงมาอยู่ที่ 2.7% จากที่เคยอยู่สูง 3-5% ในอดีต โดยเป้าหมายสำคัญคือการให้เสถียรภาพและเศรษฐกิจที่ต้องเติบโตคู่กัน ไม่สามารถเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะนโยบายการเงินกระตุ้นดีมานด์ และใช้นโยบายการคลังมุ่งเป้าหมาย เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ 2.7% ในระยะสั้นและพยายามยกระดับศักยภาพในระยะยาวให้ขึ้นไปถึง 3.5-4% ผ่านการปฏิรูป และให้เกิดการลงทุนใหม่ ปรับโครงสร้างกฎหมาย และการเพิ่มผลิตภาพ

ส่วนนโยบายที่ต้องทำระยะสั้น เช่น คนละครึ่งพลัส ต้องทำ แต่ต้องทำให้เหมาะสม เพื่อให้จีดีพีไทยขยายไปถึง 2.7% และต้องทำไปให้ถึง 3% 4% หรือ 5% ได้อย่างไร ต้องต้องปฏิรูป ต้องลงทุนใหม่ และธนาคารต้องขยายสินเชื่อ ถ้าศักยภาพเศรษฐกิจขึ้นไปได้ จะทำให้ประชาชนมีชีวิตดี กินดีอยู่ดี ซึ่งถ้าไม่กระตุ้นสั้นเลย คนก็อยู่ไม่ได้ เพื่อให้ประคองเศรษฐกิจให้กินดีอยู่ดี ส่วนระยะยาว ก็ต้องลงทุนใหม่ ปรับในเรื่องการศึกษา โครงสร้างกฎหมาย และเรื่องอื่นที่ต้องแก้ โดยยอมรับความเป็นจริงให้ได้ ไม่ใช่ทำแต่สั้น หรือไม่ได้ทำแต่ยาว แต่เศรษฐกิจเติบโต คุณภาพต้องสำคัญ ให้การกระจายตัวเป็นเรื่องสำคัญ  มองว่าเศรษฐกิจโตได้ต้องเพิ่มการลงทุน จากการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนบีโอไอ 1.8 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ระดับสูงถึง 86-87% ของจีดีพี ส่วนหนึ่งที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนลดมาจากระดับมูลค่าจีดีพีที่เติบโต แต่ไม่ได้เกิดจากยอดหนี้ที่ลดลงจริง เพราะหนี้ครัวเรือนยังสูง 16 ล้านล้านบาท และระดับหนี้ด้อยคุณภาพ หรือเอ็นพีแอลสูง โดยเอ็นพีแอลยังอยู่ในระดับที่น่ากังวล และคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลง รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลยมากถึง 14 ไตรมาสแล้ว

“ปัญหาของไทย คือเศรษฐกิจโตต่ำ การโตต่ำส่วนหนึ่งปัญหามาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ละปัญหาใช้เวลาแก้ แต่สามารถแก้ไข บรรเทาได้ ซึ่งไม่สามารถออกโครงการเดียวและสำเร็จ พร้อมกับยังมีปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ การศึกษา และเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ แต่ไทยยังมีข้อดี ปีนี้เห็นยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ สูง 1.8 ล้านล้านบาท เป็นธุรกิจใหม่ และทำอย่างไรให้ต่อกับซัพพลายเชน มีฐานบริโภคแข็งแรง แม้หนี้ครัวเรือนสูง แต่มีรัฐบาล ซึ่งหวังว่าจะอยู่ได้นาน 4 ปี นโยบายได้อยู่ยาวๆ รัฐมนตรีมีความสามารถทำโครงการได้ยาว”

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเน้นการประสานนโยบายที่มีความสมดุล เพื่อให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นอย่างยั่งยืน