“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ขณะนี้การจ่ายค่าจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง และช่วงวงเวียนใหญ่ – บางหว้า และส่วนต่อขยายที่2 ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด(เคที) กรุงเทพมหานคร(กทม.) อยู่ในสถานะการจ่ายปกติ เดือนละประมาณ 700 ล้านบาท ล่าสุดสภา กทม. เห็นชอบงบประมาณกว่า 4 พันล้านบาท นำไปชำระค่าจ้างตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 ถึงเดือน ก.ค.2569 เพื่อไม่ให้เกิดหนี้ค้างจ่ายสะสมเหมือนที่ผ่านมา

แม้จะปรับอัตราค่าโดยสารส่วนต่อขยายตามประกาศ กทม. ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2568 จากเดิม 15 บาทตลอดสาย เป็นคิดตามระยะทาง 17-45 บาท ส่งผลให้ กทม. มีรายได้จากค่าโดยสารเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาจ่ายค่าจ้างเดินรถฯ ให้กับบีทีเอส แต่ก็ยังไม่เพียงพอ และครอบคลุมกับค่าจ้างเดินรถฯ ต่อเดือน จึงจำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภา กทม. เพื่อนำไปสมทบจ่ายค่าจ้างเดินรถฯ เบื้องต้นคาดว่า กทม. ต้องขออนุมัติงบฯ จากสภา กทม. ไปจนหมดสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนหลัก ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช ในปี 2572
ปริมาณผู้โดยสารสายสีเขียวเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 8 แสนคนต่อวัน คาดว่าหากรัฐบาลมีนโยบายค่าโดยสารอัตราเดียว จะดึงดูดผู้ใช้บริการมากขึ้น บีทีเอสอยู่ระหว่างหารือเคที ถึงแผนการเตรียมจัดซื้อขบวนรถใหม่ และประเมินปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งตั้งเป้าหมายต้องสั่งผลิตขบวนรถภายในปี 2569

เนื่องจากการผลิตขบวนรถต้องใช้เวลา 2-3 ปี คาดว่าจะรับมอบประมาณ ปี2571-2572 ปัจจุบันบีทีเอสมีขบวนรถทั้งหมด 98 ขบวน 392 ตู้ ส่วนจะจัดซื้อเพิ่มอีกเท่าใด ขึ้นอยู่กับนโยบายค่าโดยสารอัตราเดียวของรัฐบาล เบื้องต้นจะนำมาใช้เพิ่มในสายสุขุมวิท ช่วงคูคต-เคหะสมุทรปราการ ก่อน เพราะปริมาณผู้โดยสารค่อนข้างมาก มีแผนเพิ่มจาก 4 ตู้เป็น 6 ตู้ด้วย
ก่อนหน้านี้นายคีรี กาญจนภาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า หากเริ่มนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน คาดว่าจะทำให้ปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 60-70% ส่วนนโยบายการซื้อคืนรถไฟฟ้าสายสีเขียว บริษัทฯ พร้อมเจรจา และให้ความร่วมมือ ยังไม่ได้ประเมินราคาซื้อคืน สัมปทานสายหลักเหลือเกือบ 4 ปี (หมดปี2572) เมื่อหมดสัมปทาน เคทีจ้างเดินรถต่ออีก 13 ปี หมดสัญญาปี 2585 พร้อมกับส่วนต่อขยาย
สำหรับการพัฒนาสถานีเสนาร่วม สถานีในอนาคตสายสุขุมวิท ระหว่างสถานีอารีย์ และสถานีสะพานควาย รอดูความชัดเจนเรื่องซื้อคืนรถไฟฟ้า ขณะที่การปรับปรุงสถานีสะพานตากสิน จากทางเดี่ยวเป็นทางคู่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กทม.

ทั้งนี้บีทีเอสสนใจการเปิดให้เอกชนร่วมเดินรถ (PPP)ของภาครัฐ ด้วยการศึกษา หาข้อมูล และติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเข้าร่วมประมูลทุกโครงการ อาทิ การเปิดให้เอกชนเดินรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด)ไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย, การเดินรถไฟฟ้าสายเขียว ส่วนต่อขยาย ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน และการเปิดให้เอกชนร่วมเดินรถไฟ เป็นต้น.
#ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์



