“BAM ไม่ได้มีไว้ยึดบ้านคนจน แต่มีไว้พาคนกลับไปเกิดใหม่ในระบบการเงิน”
เมื่อพูดถึงบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า Bad Bank ภาพจำของสังคมมักไม่ต่างกันนัก โทรทวงหนี้ ดำเนินคดี ยึดบ้าน ยึดโรงงาน และเมื่อใดที่ลูกหนี้จ่ายไม่ไหว เมื่อนั้น “ทรัพย์ก็หลุดมือ” ผมเข้าใจภาพนั้นดี เพราะมันคือสิ่งที่สังคมคุ้นตา และฝังอยู่ในความทรงจำมายาวนาน คำว่า “บริหารหนี้เสีย” จึงฟังดูแข็งกระด้าง ราวกับเป็นกระบวนการที่มีไว้เพียงเพื่อปิดบัญชี มากกว่าจะเปิดโอกาส แต่หากถามว่า ภาพไหนคือภาพที่ผมอยากให้สังคมเห็นจริง ๆ คำตอบของผมคือ เราคือ“โรงพยาบาลแก้หนี้” ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่นี่ไม่ใช่เพียงแหล่งรวมทรัพย์NPAs ที่หยุดนิ่ง
แต่คือพื้นที่ที่ “คนป่วยทางการเงิน” ได้เข้ามารักษา ได้เจรจาอย่างเข้าใจ ได้ฟื้นตัวอย่างมีระบบ และได้กลับไปใช้ชีวิตต่อในระบบเศรษฐกิจอย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้งเพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่แค่การจัดการตัวเลขในงบดุล แต่คือการพาคนกลับมายืนได้อย่างยั่งยืนในวันที่เขาพร้อมเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
พลิกมุมคิด : ลูกหนี้ ไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็น “ลูกค้า”
บ่อยครั้งที่ผมเห็นพาดหัวข่าวแล้วต้องหยุดอ่าน “AMC ยึดทรัพย์คนจน” “คนจนถูกยึดบ้าน” ผมอยากชวนสังคมลองคิดกลับมุมดูอีกสักครั้ง สิ่งที่ BAM ทำ ไม่ใช่การกักเก็บทรัพย์ NPA ไว้เฉย ๆ แต่คือการนำทรัพย์ที่ไปต่อไม่ได้ในระบบเดิม กลับมาทำให้“ไปต่อได้” ในระบบใหม่ ผ่านการขายต่อให้คนรายได้น้อยหรือคนที่เข้าไม่ถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้สิ่งที่เราเรียกว่า “โครงการทรัพย์มหาชน” เราพลิกบทบาทจาก“ผู้ถือครองทรัพย์ที่ไม่เคลื่อนไหว” มาเป็น “ผู้เปิดโอกาส”
จากเดิมที่คนจนมักถูกมองว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ วันนี้คนกลุ่มเดียวกันนี้ กลับกลายเป็น“ลูกค้า” ของ BAM เป็นคนที่มีโอกาสเข้าถึงทรัพย์ เข้าถึงที่อยู่อาศัย และเข้าถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ นี่คือ Business Model ที่ผมอยากให้สังคมได้รู้จัก และอยากให้เข้าใจว่า คำว่าBad Bank หรือ AMC ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือกลไกที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย “รหัสลูกหนี้ใหม่” ประตูสู่ชีวิตทางการเงินอีกครั้ง
หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่า เมื่อใครคนหนึ่งเคยสะดุดทางการเงินแม้วันหนึ่งจะจัดการหนี้ทั้งหมด ได้แล้ว เส้นทางกลับเข้าสู่ระบบ ก็ไม่ได้เปิดกว้างอย่างที่คิด ชีวิตทางการเงินจึงเหมือนเดินวนอยู่ที่เดิม พยายามเท่าไร ก็ยังไปต่อไม่ได้ คล้ายกับการยืนอยู่ก้นบ่อ ที่มองเห็นแสงอยู่ไกล ๆ แต่ยังไม่รู้จะก้าวขึ้นไปอย่างไรตรงจุดเล็ก ๆ นี้เองที่ BAM ค่อย ๆ เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวกรองของระบบ” ด้วยความเข้าใจว่า ทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นใหม่เมื่อผู้ที่เป็นหนี้เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้กับ BAM และตั้งใจดูแลภาระของตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่อนชำระได้ตามเงื่อนไขครบ เช่น 12 งวดBAM พยายามจะผลักดันให้เขาได้รับ “รหัสลูกหนี้ใหม่” รหัสนี้อาจเป็นเพียงตัวเลขในระบบแต่สำหรับใครบางคน มันคือความเชื่อมั่น คือสัญญาณเล็ก ๆ ที่บอกว่า “คุณพร้อมจะเริ่มต้นอีกครั้งแล้ว” และเป็นสะพานที่ช่วยพาเขา กลับเข้าสู่ระบบสถาบันการเงิน อย่างค่อยเป็นค่อยไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่สถาบันการเงินจำนวนมากเลือกเดินร่วมทางกับBAM เพราะลูกหนี้ของ BAM คือคนที่ผ่านการเรียนรู้ ฟื้นวินัยทางการเงิน และค่อย ๆกลับมายืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
นรกสามล้านล้าน กับท้าวเวสสุวรรณชื่อ BAM
ผมเคยอนุมานเปรียบเทียบกองหนี้ NPL ว่าเป็นเสมือน “นรกทางการเงิน” ไม่ใช่นรกที่ลุกโชน ด้วยไฟ หากลึกด้วยตัวเลข ซึ่งประเมินตามเกณฑ์สิทธิ์แล้วมีมูลค่าราวสามล้านล้านบาท และในจำนวนนั้น BAM ดูแลอยู่เกือบหนึ่งจุดหกล้านล้านบาท หากมองในเชิงภาพ หลายคนอาจเห็นบทบาทของเรา คล้ายผู้ดูแลประตูแห่งพื้นที่เปราะบางของระบบการเงิน “ท้าวเวสสุวรรณ” ผู้ยืนเฝ้าประตูนรก คอยควบคุม ดูแล และจัดระเบียบ
ขณะที่อีกฟากหนึ่งของระบบการเงินไทย คือ “สวรรค์” ที่กว้างใหญ่กว่าอย่างเทียบกันไม่ติด พื้นที่สินเชื่อดี ลูกหนี้ชั้นดี ที่ระบบโอบรับอย่างเต็มใจ ซึ่งมีขนาดใหญ่ถึงยี่สิบสามล้านล้านบาท แต่ในมุมกลับกัน บทบาทของ BAM ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงผู้เฝ้านรก เพราะภารกิจที่แท้จริง ไม่ใช่การกักขังไม่ใช่การหน่วงเหนี่ยวและไม่ใช่การยึดทรัพย์เพื่อจบเรื่อง
สิ่งที่เราพยายามทำ คือเปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ จากองค์กรที่ดูหดหู่และแข็งกระด้างให้กลายเป็นผู้ประคองและหาทางออก เพื่อให้คนที่ “ตกลงไปในนรกทางการเงิน” กลับขึ้นมาเร็วที่สุด BAM ในยุคนี้ พยายามผลักดันแนวคิดเรื่อง “รหัสใหม่” ให้ทั้งลูกหนี้รายบุคคล และกำลังขยายไปสู่ลูกหนี้ธุรกิจ เพื่อให้การกลับเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม เพราะภารกิจของเราไม่ใช่การเฝ้านรก แต่คือการเปิดประตูให้คนที่พลาด… ได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ในระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืน



