สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ว่าอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เกิดเมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2482 ที่เมืองมัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน
คาเมเนอีเติบโตมาในครอบครัวเคร่งศาสนา และเข้าศึกษาด้านเทววิทยาอิสลามในสถาบันสำคัญ ทั้งที่อิหร่านและเมืองนาจาฟของอิรัก เมื่อคาเมเนอีได้เข้าเป็นลูกศิษย์ของ อยาตอลเลาะห์ รูฮัลเลาะห์ โคไมนี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เส้นทางการเมือง
"Khamenei, one of the most evil people in History, is dead. This is not only Justice for the people of Iran, but for all Great Americans, and those people from many Countries throughout the World, that have been killed or mutilated by Khamenei…" – President Donald J. Trump pic.twitter.com/oXZTFGg5pS
— The White House (@WhiteHouse) February 28, 2026
ในช่วงทศวรรษ 1960-1970 คาเมเนอีเป็นแกนนำคนสำคัญที่ต่อต้านระบอบกษัตริย์ของพระเจ้าชาห์ ซึ่งตอนนั้นสหรัฐให้การสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ของอิหร่าน คาเมเนอีจึงถูกจับกุมและถูกเนรเทศหลายครั้ง โดยหน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ จนกระทั่งการปฏิวัติประสบความสำเร็จ เมื่อปี 2522

หลังผ่านพ้นการปฏิวัติอิหร่าน คาเมเนอีได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอิหร่าน ดำรงตำแหน่งในช่วงที่อิหร่านเผชิญกับสงครามอิหร่าน-อิรัก ซึ่งยาวนานถึง 8 ปี คาเมเนอีจึงมีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี)
หลังการเสียชีวิตของโคไมนี เมื่อปี 2532 คาเมเนอีได้รับเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญแห่งอิหร่าน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากโคไมนี ในฐานะผู้นำสูงสุด คาเมเนอีคือผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกเรื่องของประเทศ รวมถึงนโยบายต่างประเทศ โครงการนิวเคลียร์ และการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหาร
ทั้งนี้ คาเมเนอีมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อสหรัฐและอิสราเอลมาตลอด โดยมักเรียกสหรัฐว่า “มหาซาตาน” และเรียกอิสราเอลว่า “ขบวนการไซออนิสต์” พร้อมทั้งต่อต้านอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกอย่างหนัก
นอกจากนี้ ภายใต้การนำของคาเมเนอี อิหร่านเดินหน้าพัฒนาระบบขีปนาวุธและโครงการนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง แต่ยืนยันว่า “เป็นโครงการเพื่อสันติ” แม้เผชิญกับการคว่ำบาตรจากนานาชาติ อีกทั้งอิหร่านยังสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคที่เรียกว่า “แนวร่วมแห่งการต่อต้าน” เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มฮูตีในเยเมน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา.
เครดิตภาพ : REUTERS



