ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 74.03 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวนาปีประมาณ 62.02 ล้านไร่ ข้าวนาปรังอีกประมาณ 12.01 ล้านไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ทำนามากที่สุด
วิธีการทำนาแบบดั้งเดิม ปล่อยให้มีน้ำขังในนา ก่อให้เกิดการหมักของก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยยูเรีย เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และก๊าซมีเทนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า ด้วยพื้นที่การปลูกข้าวกว่า 74 ล้านไร่ของประเทศ ดังนั้นการทำนาจึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 2 รองจากภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน

**กรมการข้าวปักหมุด“ข้าวคาร์บอนต่ำ”
กรมการข้าว เข้ามาส่งเสริมให้ทำนาลดโลกร้อน โดยสนับสนุน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ที่มุ่งปลูกข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า เป้าหมายทำนาเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีสโคปกว้างกว่า โลว์คาร์บอน (Low Carbon) มีทั้งการผลิตข้าวอินทรีย์ ข้าว CSA (Climate-Smart Agriculture) แต่เมื่อโฟกัสมาที่ข้าวโลว์คาร์บอน นอกจากขายข้าวได้แล้ว ชาวนายังขายคาร์บอนเครดิตได้
ทั้งนี้ การเข้าสู่กระบวนการขายได้ต้องให้ หน่วยงานอย่างองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ขึ้นทะเบียนและรับรอง ซึ่งคาร์บอนเครดิตที่ได้ หน่วยงาน อบก. จะทำหน้าที่เก็บรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นข้อมูลกลางของประเทศนำเสนอต่อ NDC (Nationally Determined Contributions) แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่แต่ละประเทศกำหนดเอง ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 – 2 องศาเซลเซียส โดยทุกประเทศภาคีต้องส่งแผนนี้ทุก 5 ปี

**ทำนาเปียกสลับแห้งลดต้นทุน
ย้อนกลับมาถึงเรื่องของข้าวคาร์บอนต่ำ ทำอย่างไรก็ได้ให้ลดลงจากเดิม ซึ่งมีฐานข้อมูลเช่น ถ้าเผาฟางจะเกิดคาร์บอนเท่านี้ ถ้าทำนาน้ำขังตลอดฤดู 4 เดือนจะเกิดคาร์บอนเท่าไร ดังนั้นทางออกในรูปแบบการทำนาของประเทศไทยคือ “ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง” ฉีกกฎการทำนาแบบเดิมๆ ที่มีน้ำท่วมขังตลอด
“วิธีการทำนาเปียกสลับแห้ง ต้องปล่อยให้หน้าดินแห้งและระดับน้ำใต้ดินลดถึง 10 ซม. เมื่อถึงระดับจึงปล่อยน้ำเข้า แล้วปล่อยให้แห้งอีกครั้งจึงเติมน้ำเข้าสลับกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะทำให้ลดก๊าซมีเทนได้ 0.5 – 1 ตัน ต่อรอบต่อไร่ วิธีนี้กรมการข้าวทดลองมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนวิธีอื่นๆ เช่น การลดการใช้ปุ๋ย การไม่เผาตอซัง กำลังหาสมการของการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน” ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ยืนยันในข้อมูล
**ชาวนาขายคาร์บอนเครดิต
ส่วนก้าวต่อไปเพื่อขายคาร์บอนเครดิต จะมีกระบวนการที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรต้องจดบันทึก วัดระดับน้ำ จะมีหน่วยงานมาตรวจประเมิน หน่วยทวนสอบ หรือ MRV (Measurement, Reporting and Verification) เพื่อตรวจสอบว่าทำถูกต้องหรือไม่ เมื่อองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. รับรอง จะติดฉลากระบุว่าเป็นข้าวคาร์บอนต่ำ เกษตรกรสามารถแปรรูปแล้วขายเองได้ หรือส่งเป็นข้าวเปลือกไปขายที่โรงสี ซึ่งมีระบบแยกข้าวที่มาจากการทำนาคาร์บอนต่ำอยู่แล้ว

**ข้าวภาคกลางได้รับรอง “ฉลากคาร์บอน”
ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการข้าวได้สนับสนุนกลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการเกษตรกรรมไทย ด้วยการเป็นกลุ่มเกษตรกรภาคกลางรายแรกของประเทศที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการประเมินและได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.
“ความสำเร็จของกลุ่ม ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ทั่วประเทศ ให้หันมาให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
กลุ่มเครือข่าย ‘ข้าวชาวนาร่วมใจ’ ถือกำเนิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการพึ่งพาตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากโครงการนำร่องในเขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ที่เกษตรกรได้รวมตัวกันเพื่อสร้างต้นแบบการผลิตข้าวครบวงจร จนเติบโตเป็นเครือข่ายที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยสมาชิกภายใต้ศูนย์ข้าวชุมชน 4 ศูนย์ ในจังหวัดปทุมธานี รวม 99 ราย บนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2,482 ไร่ ความแข็งแกร่งของกลุ่มไม่ได้มีเพียงการรวมตัวกัน แต่ยังเกิดจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการยึดมั่นในมาตรฐานสากล สมาชิกทุกรายได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice: GAP)

ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐานการผลิต (Good Manufacturing Practice: GMP) และกำลังอยู่ในกระบวนการขอการรับรองมาตรฐาน HACCP และมาตรฐานสินค้า Q เพื่อยกระดับความปลอดภัยของอาหารสู่ขั้นสูงสุด เพื่อควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ

**ใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออก
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของกลุ่มคือการเข้าร่วม “โครงการการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก” ของศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งพัฒนากระบวนการตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) จากการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ กลุ่มได้รวบรวมข้อมูลและยื่นขอการรับรองฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จในที่สุด ผลิตภัณฑ์ข้าวที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนมีทั้งหมด 4 รายการ ดังนี้:
- ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม
- ข้าว กข43 ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม
- ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 1 กิโลกรัม
- เมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม
ฉลากดังกล่าวจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่ตลาดส่งออกที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงให้กับข้าวไทยในระยะยาว

**ชาวนาผู้มาก่อนกาล
สมควร ปานเถื่อน ชาวนาวัย 59 ปี ใน จ.ปทุมธานี เล่าว่า ตนเองทำนา 15 ไร่ จากเดิมที่เคยทำนาแบบพึ่งพาธรรมชาติและวิถีเดิมๆ ตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” มานานกว่า 3 ปี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการเพิ่มยอดผลผลิตจากที่เคยได้ไม่เกิน 800 กิโลกรัม (หรือ 0.8 ตัน) พุ่งสูงขึ้นถึง 1.1 – 1.2 ตันต่อรอบการผลิต แม้ปัจจัยเรื่องสภาพอากาศจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือเทคโนโลยีที่นำมาใช้อย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทเริ่มต้นที่การปรับระดับพื้นนาด้วยเลเซอร์ เพื่อให้หน้าดินเรียบเสมอกันทั้งผืน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ง่ายขึ้น เมื่อปริมาณน้ำทั่วถึงในนา วัชพืชก็ลดลง ส่งผลให้ลดการใช้สารเคมีและทำให้ค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำลดลงไปกว่าครึ่ง นอกจากปรับพื้นที่นาด้วยเลเซอร์แล้ว ยังใช้”โดรน”เพื่อการหว่านเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย ซึ่งทำให้มีความแม่นยำกว่าระบบเดิมคือใช้มือ ทำให้ไม่เปลืองเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย
พร้อมกันนี้ได้ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะคอยตรวจวัดระดับน้ำในท่อ หากน้ำลดต่ำกว่า 15 เซนติเมตร ระบบจะสั่งการให้มอเตอร์ทำงานอัตโนมัติ ช่วยลดภาระการเดินตรวจนา และทำให้ต้นข้าวเติบโตสมบูรณ์สม่ำเสมอกันเกือบ 100% จนรถเกี่ยวข้าวสามารถทำงานได้ง่ายโดยไม่ติดหล่มจากการปล่อยให้ดินแห้งสนิทก่อนเก็บเกี่ยว

**มากกว่าข้าวคาร์บอนต่ำเป็นข้าวลดเบาหวาน
สมควร ปานเถื่อน บอกว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ปริมาณข้าวที่เพิ่มขึ้น แต่ยังขยับไปสู่การเป็นผู้ผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” สายพันธุ์ กข 43 และ กข 97 ซึ่งได้รับรองมาตรฐานในปีนี้ โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและคนรักสุขภาพ เนื่องจากพันธุ์ข้าวชนิดนี้มีคุณสมบัติ เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลช้า การแปรรูปสีข้าวขายเองทำให้เขาสามารถทำราคาได้สูงถึง 12,000 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับราคาข้าวเปลือกทั่วไปในท้องตลาดที่อยู่เพียง 6,500 บาทต่อตัน
นอกจากนี้ในการทำนายังยึดถือแนวทางเกษตรยั่งยืนด้วยการไม่เผาฟางมานานกว่า 10 ปี โดยใช้วิธีไถกลบเพื่อปรับปรุงบำรุงดินแทน
ตัวอย่างของชาวนา ที่เปลี่ยนรูปแบบการทำนาแบบดั้งเดิม มาเป็นการ “ทำนาเปียกสลับแห้ง” เป็นเครื่องยืนยันว่าลดต้นทุนได้ใช้ปุ๋ยและสารเคมีลดลง ได้ผลผลิตข้าวดีขึ้น เป็นเครื่องตอกย้ำให้ชัดยิ่งขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การทำนาลดโลกร้อนอย่างแท้จริง



