สรุปสถานการณ์ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐฯ หลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดอิหร่าน ส่อเค้าบานปลายสู่สงครามภูมิภาค กระทบไทยโดยตรงทั้งด้านต้นทุนพลังงานและการท่องเที่ยวที่อาจชะงักตัว ซึ่งเดลินิวส์ ขอสรุปเหตุการณ์ล่าสุด และการดำเนินงานของรัฐบาลไทยมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ
สรุปเหตุการณ์ ล่าสุด
การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน สื่อทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของอายะตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี จากการโจมตีทางอากาศร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยการโจมตีเกิดขึ้นขณะที่ท่านกำลังประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในศูนย์บัญชาการใจกลางกรุงเตหะราน
- การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล อิหร่านได้แต่งตั้งสภาผู้นำชั่วคราวเพื่อดูแลช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่าเหตุการณ์นี้ คือ “การประกาศสงครามกับชาวมุสลิม”
- อิสราเอลขยายขอบเขตการโจมตี นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศว่าอิสราเอลจะโจมตีเป้าหมายเพิ่มเติมอีกหลายพันแห่งในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า โดยล่าสุดมีรายงานการโจมตีสถานีตำรวจบริเวณชานกรุงเตหะราน และโรงพยาบาล Gandhi ในเตหะรานตอนเหนือ ซึ่งฝั่งอิหร่านระบุว่าเป็นฝีมือของกองทัพสหรัฐฯ-อิสราเอล
- รายละเอียดจุดโจมตีของทั้งสองฝ่าย – ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล (เป้าหมายหลักในอิหร่าน) มีการโจมตีเป้าหมายหลายร้อยแห่ง ครอบคลุมพื้นที่ อย่างน้อย 9 เมือง ดังนี้
- เตหะราน (Tehran) โจมตีศูนย์บัญชาการกลาง สำนักข่าวกรอง กระทรวงกลาโหม และสำนักงานของผู้นำสูงสุด
- อิสฟาฮาน (Isfahan) มุ่งเป้าที่ศูนย์วิจัยและเทคโนโลยีนิวเคลียร์
- ท่าเรือและฐานทัพ เมืองบูเชอร์ (Bushehr) และทับริซ (Tabriz) ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือและฐานยิงขีปนาวุธ
- จุดยุทธศาสตร์อื่น ๆ ปาร์ชิน (Parchin), กอม (Qom), และมาฮาบัด (Mahabad) โดยเน้นทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศและโรงงานผลิตขีปนาวุธ – ฝ่ายอิหร่าน (เป้าหมายการตอบโต้) อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทั้งในอิสราเอล และ ฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค
- ในอิสราเอล โจมตีฐานทัพเรือในท่าเรือไฮฟา (Haifa) กระทรวงกลาโหมในเขต Hakeryat, ฐานทัพอากาศ Ramat David และนิคมอุตสาหกรรมทหาร Beit Shemesh
- ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค: o คูเวต ฐานทัพอากาศ Ali al-Salem (ถูกสกัดกั้นได้) และโดรนโจมตีสนามบินนานาชาติคูเวต o บาห์เรน มุ่งเป้าที่กองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ (US Navy 5th Fleet) ในกรุงมานามา o กาตาร์ ฐานทัพ Al Udeid และระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าทางตอนเหนือ o สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกิดเหตุระเบิดและไฟไหม้บริเวณใกล้โรงแรมในดูไบ และอาคารที่พักอาศัยในอาบูดาบี
สถานการณ์ด้านพลังงาน 1. สถานการณ์โลก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 กลุ่ม OPEC+ (นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย) ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์หลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมีมติสำคัญดังนี้ * ที่ประชุมมีมติ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น * การประเมินตลาด แม้จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่นักวิเคราะห์กังวลว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ
2. สถานการณ์ในประเทศไทยและการรับมือ กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรการรับมือเพื่อป้องกันวิกฤตพลังงานภายในประเทศ ดังนี้ * ระงับการส่งออกน้ำมัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสั่งการด่วนให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด
– ปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือและอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน
– แผนสำรองก๊าซธรรมชาติ สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ
– การผลิตไฟฟ้า สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก ในปี 2568 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 912,913 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คิดเป็น 43% ซาอุดีอาระเบีย 12% และกาตาร์ 3%
3. ราคาพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้นประมาณ 9% จากวันศุกร์) และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งไปแตะ 90 ดอลลาร์ได้ภายในสัปดาห์นี้ ฉากทัศน์สูงสุด หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะเวลาอันสั้น
แนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
- กระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
- กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน
- กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ โดยในปัจจุบัน มีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย จำนวน 7,347 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 77,495 คน
สถานการณ์ด้านการเดินทาง * บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ส่งผลให้สายการบินบางส่วนที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานภายใต้การบริหารของ AOT จำนวน 6 แห่ง พิจารณาปรับแผนการบิน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติการบิน
- จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ พบว่า มีสายการบินยกเลิกเที่ยวบินที่ให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือผ่านน่านฟ้าใกล้เคียง เช่น สายการบิน El Al Israel, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad, Gulf Air, World2fly และ Thai AirAsia X เป็นต้น โดยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีเที่ยวบินยกเลิก จำนวน 59 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง 2 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 2 เที่ยวบิน และ ท่าอากาศยานภูเก็ต 36 เที่ยวบิน ในจำนวนนี้มีผู้โดยสารของเที่ยวบินบางส่วนที่ใช้เส้นทางตะวันออกกลางเป็นเส้นทางเปลี่ยนถ่ายไปสู่ท่าอากาศยานปลายทาง ได้ทำการเปลี่ยนเที่ยวบินไปในเที่ยวบินที่ไม่ได้รับผลกระทบแทน ขณะที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
บทวิเคราะห์ สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตแต่ออาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า
- สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี
- ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
- ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ



