เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงถึงจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้การฟ้องปิดปากกับประชาชน ว่า จากปัญหาจากการเลือกตั้งที่มีข้อบกพร่องผิดพลาดมากมายของ กกต. สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ทั้งที่ กกต. ผ่านงานนี้มามากมาย แต่ครั้งนี้ ทั้งการนับคะแนนที่ไม่ชัดเจน การรายงานผลคะแนนที่ไม่สอดคล้องกับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง การประกาศผลคะแนนล่าช้าผิดปกติแต่กลับรับรอง สส.เขตอย่างรวดเร็ว อีกทั้งที่ยังมีปัญหาเรื่องคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งที่ต้องรอการพิสูจน์ว่าจะส่งผลต่อหลักการของการเลือกตั้งต้องเป็นความลับหรือไม่ แทนที่ กกต. จะออกมาชี้แจงให้ประชาชนไร้ข้อสงสัย แต่กลับเลือกวิธีการฟ้องดำเนินคดีกับประชาชน เช่น การฟ้องชาวชลบุรีข้อหาบุกรุกขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ หรือการแจ้งข้อหาร้ายแรงกับนักวิชาการและประชาชน 6 คน อาทิ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ยุยงปลุกปั่นประชาชน มาตรา 209 ความผิดฐานอั้งยี่ มาตรา 322 เปิดเผยเอกสารผู้อื่น และมาตรา 14 การนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีโทษทั้งจำและปรับ ตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 10 ปี เป็นการฟ้องปิดปากประชาชนหรือไม่
“ทั้งที่ทุกคนต่างทำหน้าที่พลเมืองดีในการช่วยตรวจสอบการเลือกตั้ง การกระทำของ กกต. จึงถือเป็นการลุแก่อำนาจไม่นำพาจารีตการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรรัฐ ซึ่งเป็นแก่นสารสาระสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในฐานะองค์กรรัฐที่ใช้เงินภาษีของประชาชนย่อมไม่อาจหลีกหนีการตรวจสอบได้ ยิ่งเป็นตรวจสอบการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลและ สส. ใหม่ ว่าเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่อย่างแท้จริงหรือไม่ จึงเป็นความพยายามปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ที่พยายามปิดปากประชาชนไม่ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ในฐานะ สว. ดิฉันเห็นว่า กกต. ควรยินยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของประชาชนอย่างเข้มข้นในทุกมิติ เพื่อให้หายสงสัยว่าการเลือกตั้งนี้โปร่งใสสุจริตและเที่ยงธรรม และเป็นความลับ กกต. ควรยุติการขัดขวางกระบวนการตรวจสอบของประชาชน และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกมิติ เพื่อให้สิ้นสงสัย” น.ส.นันทนา กล่าว
ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภอักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ทนายความ แถลงว่า ประชาชนและกลุ่มบุคคลที่ออกมาตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่ใช่อาชญากรรมหรือบุคคลที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐตามข้อกล่าวหา แต่ต่างเห็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการใช้อำนาจของ กกต. เพื่อฟ้องปิดปากประชาชน กดเสียงของประชาชนให้เงียบและยุติการตรวจสอบการเลือกตั้ง เชื่อว่าจะยิ่งดังขึ้นและขยายออกไปไกลกว่าเดิม และตนพร้อมพร้อมเป็นทนายความให้กับประชาชนที่ออกมาตรวจสอบการทำงานของ กกต. ในทุกคดีเพื่อให้สังคมนี้เดินด้วยความกล้าหาญ ไม่ใช่ความหวาดกลัว โดยตนจะไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินถึงการจัดการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจะชี้เห็นถึงกระบวนการที่ไม่ปกติตั้งแต่การย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดการเลือกตั้งแนบท้ายคำร้องที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อให้ สส. ที่ได้มารายงานตัวยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยจะในวันพุธที่ 4 มี.ค. นี้ เพราะไม่ต้องการให้เปิดสภาผู้แทนราษฎรในการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ การที่ กกต. บอกว่า รับรองไปก่อนสอยทีหลัง ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่วันนี้กระบวนการนี้เน่าเฟะ เพราะไม่ชอบธรรมทั้งกระบวนการ.


