ไม่มีท่าทีจะจบลงง่ายๆ เลยทีเดียว สำหรับกรณีพิพาทระหว่าง หนุ่ม กรรชัย และอดีตนางเอกดัง “ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ” ที่ล่าสุด “ทนายตุ๋ย พรศักดิ์” ทนายคนดังมือขวาของพี่หนุ่ม ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชน หลังถูกอีกฝ่ายออกมาโพสต์โต้ตอบด้วยถ้อยคำรุนแรงและท้าทายบนโซเชียลอย่างต่อเนื่อง
โดย ทนายตุ๋ย เผยว่า “ที่เรียกผมว่า “ไอ้” คำนี้คงฟ้องไม่ได้ แต่มันคงส่อถึงคำพูดของคนคนนั้นที่พูดออกมาซึ่งไม่ได้ให้เกียรติใครมันไม่เหมาะ เรียกผม ผมรู้สึกเฉยๆ แต่การที่เขาเรียกพี่หนุ่ม (หนุ่ม กรรชัย) แบบนั้น คือเขาอยู่ในวงการ เขาควรรู้จากเล็กรู้จักโต (เขาบอกว่าไปฟ้องกลั่นแกล้งเขา?) เขามีอะไรให้น่าแกล้งครับ ไม่ต้องแกล้งเพราะสิ่งที่เขาทำมันเกิดจากตัวเขาเอง ถ้าเขาหยุดมันจะไม่มีเรื่องพวกนี้ แต่เขาไม่หยุด ผมไม่เข้าใจว่าเขามั่นใจอะไร ปกติคนเราถ้าทำผิดแล้วสำนึก ผมเชื่อว่าทุกคนจะหยุด แต่สำหรับเขาผมไม่รู้วิธีคิดของเขา”
เรื่องที่ ปู มัณฑนา มั่นใจว่าศาลตัดสินให้ชนะแน่นอน เพราะด่าโดยไม่เอ่ยชื่อ ทนายตุ๋ย เผยว่า “เขาด่าโดยไม่เอ่ยชื่อจริง ผมไม่ได้ปฏิเสธ แต่การด่าคนแล้วไม่บอกชื่อในทางกฎหมายที่เรียกว่าพยานแวดล้อม ผมในฐานะทนายโจทก์ก็ต้องทนายนำหลักฐานส่งให้กับศาลเพื่อให้ศาลท่านเห็นถึงความเชื่อมโยงว่าคำพูดที่เขาพูดหมายถึงใคร และมีใครมาแสดงความคิดเห็นอย่างไร ผมถามพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนที่สรุปข่าวลงในโซเชียล พี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนยังรู้เลยว่าเขาพูดถึงใคร เพราะฉะนั้นคำว่าไม่ได้เอ่ยชื่อแปลว่าไม่ผิด ผมว่าอย่าพูดเลย คุณถามทนายคุณก่อนดีกว่าก่อนที่จะพูด ผมว่าการที่จะพูดออกมาโดยที่ไม่รู้จริง มันก็ไม่ได้ดีกับตัวคุณเอง อย่ามาเอาชนะบนหน้าสื่อ ผมเห็นเขาอยู่ในศาลก็ไม่ได้เก่งแบบนี้”
“ในทางกฎหมายถ้าโพสต์ไม่เอ่ยชื่อคือถ้าคนวิญญูชนฟังแล้วรู้ว่าเป็นใคร ผิดครับ คุณมีพยานแค่หนึ่ง คนอ่านแล้วฟังว่าเป็นใครยังไงก็ผิดครับ ไม่ใช่แค่เอ่ยชื่อหรือไม่เอ่ยชื่อแต่ยังมีพยานแวดล้อมอื่นอีกเยอะแยะที่มันจะเชื่อมโยงไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะบอกว่าชนะหลักฐานที่เขามีผมยังไม่เคยเห็นแม้แต่แผ่นเดียว เขาไม่ได้เสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะพี่หนุ่ม (หนุ่ม กรรชัย) เขาทำตัวของเขาเอง เขาถึงได้เสื่อมเสีย อย่าเที่ยวโทษใคร จริงๆ คนเราต้องโทษตัวเองก่อนและใช้หลักธรรมเยอะๆ”

อีก 2 คดีที่จะรับฟ้อง ทนายตุ๋ย เผยว่า “เป็นคดีที่สถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม ซึ่งที่ผมเห็นจากภาพข่าวคือเขาแค่ไปให้การเพิ่มเติม เท่าที่ผมทราบคือมีการพิมพ์ลายนิ้วมือแล้ว รอหลังจากให้การเพิ่มเติมก็จะอยู่ในขั้นตอนของการลงความเห็นสั่งฟ้อง ส่งสำนวนไปที่พนักงานอัยการ ซึ่งเดี๋ยวต้องดูพนักงานสอบสวน สรุปสำนวนคดีครั้งหนึ่ง ส่วนที่เขามาบอกว่าเราฟ้องซ้ำหรือฟ้องอะไร ผมว่าให้เขาคุยกับทนายของเขาก่อน ข้อความที่เป็นหมิ่นประมาทที่บอกว่าซ้ำ คุณลืมไปหรือเปล่าคุณรีโพสต์ แล้วที่คุณรีโพสต์แต่ละวัน ผมก็ฟ้องที่การกระทำของคุณนั่นแหละเป็นกรรมๆ ไม่ใช่การฟ้องซ้ำ อย่าพูดบิดเบือนให้ประชาชนเขาเกิดความสับสนในเรื่องของข้อกฎหมาย จริงๆ การพูดกฏหมายอะไร คุณมีทนายอยู่ข้างๆ ให้ทนายเป็นคนพูดดีกว่า (คนสงสัยว่าทำไมต้องไปฟ้องไกล) การหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาสามารถฟ้องได้ทั่วประเทศ ผมไม่ไปฟ้องที่ปัตตานีก็ดีแล้ว (ยิ้ม)”
“ที่เขายังโพสต์อยู่ทุกวัน ผมเก็บทุกวัน ไม่นั้นเขาจะออกมาด่าผมเหรอครับ (ยิ้ม) ว่าเข้าไปดูไปยุ่มย่ามในโซเชียลของเขา ก็เพราะคุณทำแบบนี้ไง ผมเลยต้องเก็บหลักฐาน ผมเก็บทุกวัน ผมไม่ได้อยากดูคุณหรอก ไม่ได้มีอะไรน่าดู”

“สุดท้ายอยากให้จบยังไง คนไม่สำนึกต้องขาดอิสรภาพ เงินมันช่วยอะไรไม่ได้ และผมเชื่อว่าพี่หนุ่ม (หนุ่ม กรรชัย) เขาไม่ได้มองเรื่องนั้น เรากำลังมองว่าคนเราถ้ามันจะต้องได้รับโทษจากการกระทำของตัวเอง เงินเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการบรรเทาชดเชย มันไม่สะใจ แต่อิสรภาพมันสำคัญกว่าเงิน โดยหน้าที่ผม ผมทำเต็มที่อยู่แล้วครับ ศาลท่านเมตตารอลงอาญา ผมก็จะลงอุทธรณ์เอาให้ติดให้ได้ ผมเรียนให้พี่หนุ่มแกทราบว่าเราควรจะทำยังไง มันควรจะเป็นยังไงในทางกฎหมายให้แกพิจารณา ผมก็ให้ความเห็นแล้วแกก็พิจารณามา ส่วนหนึ่งแกก็เห็นตามที่ผมนำเสนอ”

ถามว่ากฎหมายการหมิ่นประมาทสามารถติดคุกได้เลยไหม เพราะส่วนใหญ่มันจะมีแค่โพสต์ขอโทษแล้วก็กระเช้า ทนายตุ๋ย เผยว่า “มี หลายๆ คดีที่ติดคุกจริงผมต้องขออนุญาตท่านศิลา ที่ท่านเพิ่งได้ออกมาก็เพราะว่าข้อหาหมิ่นประมาท อันนั้นผมอยากให้ดูเป็นตัวอย่าง มันมีจริง อย่าคิดแค่ว่ามันเป็นแค่ข้อหานี้แต่คุณทำไป 64 กรรม หลังจากนี้มันมีอีกกี่ 10 กรรม (เขาบอกว่าถ้าพี่หนุ่มกับทนายตุ๋ยแพ้แล้วมาก้มกราบเท้าเขา เขาจะรับหรือเปล่าไม่รู้) จะไปกราบเขาทำไมล่ะ เราเป็นผู้เสียหาย เราจะไปกราบเขาทำไม ผมว่าเขาต้องคิดใหม่ (ยิ้ม) คนเสียหายจะไปกราบคนที่กระทำผิดได้ยังไง มันย้อนแย้งครับ ต้องเรียบเรียงใหม่ นอนให้เยอะๆ ครับ”
ทนายตุ๋ย เล่าต่อว่า “ผมไม่บังอาจแนะนำเลยครับ ทนายเขารอบตัวเก่งๆ ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเขาฟังทนายเขาหรือเปล่า สำคัญอยู่ตรงนี้ ถ้าเกิดว่าอะไรที่ไม่รู้ก็ฟังทนายซะ ไม่ได้เรียนกฎหมายก็อย่าพูดเองเออเอง มันไม่ได้ดีกับตัวทนายจะอายด้วย ยืนยันไม่ไกล่เกลี่ยแน่นอนครับ วันที่ได้เข้าไปอยู่ข้างใน แล้วจะส่งใครมาคุยแล้วร้องไห้ผ่านมาจากข้างในเดี๋ยวเราค่อยว่ากัน (ต้องให้ถึงขั้นนั้นเลยเราถึงจะยอมคุย) ครับ วันนั้นค่อยว่ากันว่า พี่หนุ่มจะพิจารณายังไง แต่ผมเชื่อว่าพี่หนุ่มแกคงต้องไม่ยอมอะไรง่ายๆ อย่างที่ผมพูดทุกครั้ง อย่าลามไปถึงลูกกับภรรยาของแก น้องเขาไม่รู้เรื่องน้องเขาเรียนหนังสืออยู่ของเขาปกติ คุณไปก้าวล่วง ยังไม่มีใคร ไปก้าวล่วงครอบครัวคุณเลย ผมเองก็มีครอบครัวอย่าก้าวล่วงกัน ถ้าทะเลาะกันต้องตัวต่อตัว เขาถึงเรียกว่าใจจริงๆ แต่ถ้าเราไป คนอื่นเขาเรียกว่ากระจอกครับ”

“ตอนนี้ของพี่หนุ่มมี 3 คดีครับส่วนของผม มีหนึ่งคดีแล้วเดี๋ยวจะไปต่อครับ ท้ามาก็จัดให้ เลิกท้าเถอะครับ ผมอยากทำหน้าที่ดูแลลูกความ ผมไม่ได้อยากจะไปนั่งไล่ฟ้องคุณหรือว่าทำเพื่อความสะใจ ไม่มีการทำอะไรเพื่อความสะใจ แต่การทำเพื่อให้คุณหยุดพฤติกรรมของคนเท่านั้นเอง ถ้าเกิดว่าไม่มีใครไปทำอะไรในพฤติกรรมที่คุณเป็นแล้ว เมื่อไหร่คุณจะหยุด ผมมองแบบนั้น”
“มันมีกฎหมายอย่างเดียวที่จะทำให้เขาหยุดได้ ผมเชื่อว่าคนรอบตัวเขาคงอธิบายและเล่าให้เขาฟังจริงๆ แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่เชื่อ เหมือนตัวเองเป็นผู้วิเศษ เขาอาจจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษเขาเลยไม่เชื่อและคิดว่าไปต่อได้ บนศาลผมว่ามันไม่สนุกครับ (หลายคนงง ว่าทำไมเขาเปลี่ยนทนายทุกรอบที่ขึ้นศาล) จริงๆ ผมรู้นะแต่ผมพูดไม่ได้ ว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยน ก็อย่างที่บอกว่าเขาคงเป็นคนน่ารักเลยมีทนายคอยช่วยเหลือเขาเยอะ (มีคนเข้าหา?) ใช่”
เมื่อนักข่าวถามว่า ได้ฟังนิทานที่เขาเล่าไหม บอกว่ามีคนบางคนส่งผู้ใหญ่เข้าไปเคลียร์ ทนายตุ๋ย กล่าวว่า “เพ้อเจ้อ ใครจะเอาผู้ใหญ่ไปเคลียร์คดีหมิ่นประมาทเล็กน้อย คนในวงการพูดกันคุยกันอาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่ต้องไปรบกวนผู้ใหญ่ ทำไมไม่คิดว่าเป็นเรื่องหวังดีบ้างล่ะ มองโลกในแง่ดีบ้างเถอะครับ ชีวิตจะได้มีความสุขไม่รู้ว่าทุกวันนี้คุณนอนหลับหรือเปล่า”




