เรียกได้ว่ากลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และสร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์อย่างมาก หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. แฟนเพจ “Drama-addict” ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชวนช็อก เมื่อผู้บริโภคใช้แอปพลิเคชันแปลภาษา สแกนฉลากทองคำเปลวที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ซึ่งถูกวางจำหน่ายในโซนวัตถุดิบทำขนม แต่ความจริงกลับเป็นของปลอม ที่ไม่สามารถรับประทานได้ พร้อมระบุข้อความว่า “วันก่อนลูกเพจส่งประเด็นน่าสนใจมา คือ เขาไปเจอพวกร้านขายสินค้าสำหรับทำขนมเบเกอรี่ เอาทองคำเปลวจากจีนมาวางขาย ทีนี้พอเค้าใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาสแกนฉลากมัน ปรากฏว่าบนฉลากระบุว่า เป็นทองคำเปลวสำหรับใช้ตกแต่งทำจากทองแดง ไม่ใช่ทองคำเปลวสำหรับทำขนมหรืออาหาร แต่กลับเอามาวางขายในส่วนที่เป็นทองคำเปลวสำหรับทำขนมทำอาหารซะงั้น”
“แถมยังมีขายในแอปเป็นล่ำเป็นสัน มีคนซื้อไปเป็น 10,000 ชิ้นแล้วด้วย จ่าเลยลองไปซื้อมาทดสอบดู พบว่าราคาถูกแบบโอเวอร์มาก อย่างในภาพนี้ซื้อมาเพียงแค่หลอดละ 20 บาท เท่านั้น ซึ่งราคานี้ก็เป็นไปไม่ได้ สำหรับทองคำเปลวของแท้แล้ว เพราะถ้าเป็นทองคำเปลวของแท้ ปริมาณขนาดนี้ ราคาหลักพันเลย”

อีกทั้ง “จากนั้นพอได้มา ก็ลองเอามาทดสอบด้วยหลายวิธีการ เริ่มจากลองเอามาขยี้ในนิ้ว ปกติถ้าเป็นทองคำเปลวของแท้ ซึ่งเป็นทองคำที่ถูกเอามาตีจนบางมาก บางในระดับอะตอม พอเอานิ้วไปบดขยี้แผ่นทองเบาๆ แผ่นทองคำเปลวจะแตกตัวสลายไปแทบจะทันที แต่อันนี้พอเอามาบดขยี้ในนิ้ว ปรากฏว่ามันสามารถม้วนเป็นก้อน หรือแตกเป็นขุยๆ ซึ่งแตกต่างจากทองคำเปลวของแท้มาก กับอีกวิธีที่ทดสอบ คือ เอามาเผา ถ้าเป็นเปลวของแท้ ที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นธาตุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เมื่อเอาไปลนไฟ แผ่นทองคำเปลวจะหลอมละลายหรือหดตัว แต่จะไม่เปลี่ยนสีโดยเด็ดขาด”


นอกจากนี้ “ปรากฏว่าพอเอาไปเผาไฟปุ๊บ มันเปลี่ยนสีทันทีเลย แปลว่าไม่ใช่ทองคำแท้ แต่เป็นโลหะผสมอย่างอื่น เช่น ทองแดงหรือเหล็ก ที่เมื่อโดนความร้อนแล้วทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทันที สรุป คือ นี่ไม่ใช่ทองคำเปลวสำหรับใช้ทำขนม กินไม่ได้ ใช้สำหรับทำงานฝีมือเท่านั้น แต่กลับมีการเอามาขายทั้งในร้าน และในโซเชียลอ้างว่าเป็นแผ่นทองคำเปลวสำหรับทำอาหารฟู้ดเกรดที่กินได้ ปัญหา คือ ถ้าเอาไปกิน ก็จะทำให้ร่างกายได้รับโลหะพวกนี้ อาจจะได้รับสารพิษจากโลหะหนัก ที่อยู่ภายในทองคำเปลวปลอม จนเกิดปัญหากับสุขภาพได้ แล้วที่น่ากลัว คือ พอลองเช็กในแอป ก็พบว่ารวมรวมแล้วน่าจะขายไปหลาย 10,000 ชิ้นแล้ว ไม่รู้ว่าเข้าสู่ร่างกายของคนไทยผ่านขนม หรืออาหารไปแล้วกี่ 10,000 ราย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ และแก้ไขโดยด่วน เพราะไม่งั้นอาจจะเป็นอันตรายกับสุขภาพของผู้บริโภคคนไทยได้”


อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากมีการตั้งข้อสังเกตว่าสินค้านี้ได้รับเครื่องหมาย อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และแสดงความกังวลใจหากต้องรับประทานเข้าไป รวมถึงมีคนมาแชร์ประสบการณ์แปลกๆ ที่เคยเจอจนรู้สึกเข็ดหลาบอีกด้วย…
ขอบคุณข้อมูลจาก : Drama-addict



